AFRICA : ลำพังซักเดือนในแอฟริกา

Updated: Feb 11, 2020


1 เดือนกับการผจญภัยคนเดียวในแอฟริกา

ตระเวนกางเตนท์นอนท่ามกลางสัตว์

ซึมซับความสวยงามแบบดิบๆของธรรมชาติ

ไปทั้งๆที่กลัว ไปด้วยเงินแสนนิดๆกับ 5 ประเทศ :

ซิมบับเว แซมเบีย บอตสวานา นามิเบีย และแอฟริกาใต้

พริมย่อการเดินทาง 1 เดือนของตัวเองให้ทุกคนได้เที่ยวใน 3 นาทีดูก่อน ถ้าชอบก็อ่านรีวิวยาวๆต่อได้เลย

  • อย่าลืมกด hd

  • เปิดเสียงดังๆ

  • ใครดูไปแล้วแนะนำให้ดูอีกรอบแบบเร่งสปีดไปที่ 1.5 จะตื่นเต้นขึ้นอีกเยอะ


ทั้งหมดมันเริ่มจากการเจอตั๋วถูกไปไนโรบี เคนย่า ราคาไปกลับไม่ถึงสองหมื่นฟื้นความฝันวัยเด็กเกี่ยวกับซาฟารีขึ้นมาอีกครั้ง พริมชวนเพื่อนสมัยประถมให้ไปด้วยกันเพราะรู้ว่านี่ก็เป็นความฝันของเธอ หาข้อมูลด้วยกันมากมายจนความฝันเริ่มมีร่างมีรอยของความจริง แต่สุดท้ายฝันกึ่งจริงนี้ก็สั่นคลอนเมื่อเอ๋ยหนีไปทำงานต่อที่ฟิลิปปินส์พร้อมกับชื่อใหม่ที่เราใช้เรียกเธอเวลาคุยกัน ‘เจ้าเพื่อนทรยศ’ ถึงการเที่ยวคนเดียวจะไม่ใช่ปัญหา แต่นี่คือแอฟริกา กาฬทวีปที่เราไม่รู้อะไรเลย การตัดสินใจลุยเดี่ยวครั้งนี้เลยกังวลๆ

หลังจากสำรวจความสวยของแอฟริกาผ่านกูเกิ้ลอยู่นาน ความคิดที่จะไปคนเดียวซัก 2 ประเทศเริ่มขยายเป็น 5 และจาก 10 วันเริ่มลากยาวเป็น 28 วัน โดยเคนย่าและแทนซาเนียที่ตอนแรกกะจะไปเพราะเหมาะกับมือใหม่หัดซาฟารีก็ไม่ไปแล้ว ช่วยไม่ได้จริงๆเพราะประเทศทางตอนใต้ของทวีปน่าสนใจเกินไป มีอะไรมากกว่าแค่ซาฟารี และเวลา 1 เดือนก็น่าจะยาวนานเพียงพอกับการเที่ยวคนเดียวโดยที่ยังไม่ทันเหงา ซิมบับเว แซมเบีย บอตสวานา นามิเบีย และเคปทาวน์แห่งแอฟริกาใต้ เราจึงได้เจอกันในช่วงปลายฤดูหนาวของที่นู่น สิงหา-กันยา ช่วงเวลาที่น่าเที่ยวที่สุดในความคิดของเรา

พอทริปยาวออกมา 3 เท่า งบที่มีไม่ได้ยาวตามมาด้วย เลยต้องพยายามประหยัดให้มากที่สุด หนทางประหยัดก็คือการนั่งรถบรรทุกและนอนเตนท์นั่นเอง โชคดีว่าที่พักส่วนใหญ่มักมีลานกางเตนท์ให้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องที่จะไม่ขอตัดงบเด็ดขาดคือที่เที่ยวและกิจกรรม เพราะแอบหวังลึกๆว่าการมาแอฟริกาจะช่วยให้เรากล้าหาญและเข้มแข็งขึ้นได้ การทำกิจกรรมสนุกๆเสี่ยงๆบ้างก็น่าจะเพิ่มไฟให้เราไม่มากก็น้อย ว่ายน้ำริมน้ำตกที่สูงที่สุดในโลก ห้อยขาบนฟ้า ดำน้ำกับฉลามขาว และเดินเข้าป่าไปซาฟารีใกล้ๆ



 

ประเทศไหนมีอะไร


ซิมบับเว : เห็นน้ำตกวิคตอเรียในมุมที่สวยสะใจสุดๆ รุ้งนับร้อย ขี่ม้าส่องสัตว์ บินดูน้ำตกจากบนฟ้า

แซมเบีย : เดินข้ามชายแดน เห็นน้ำตกในมุมที่คนน้อยกว่า ว่ายน้ำบนยอดน้ำตกที่สูงที่สุดในโลก

บอตสวานา : ซาฟารีแบบดิบๆ ลุยๆ เดินเท้าเข้าป่า วิ่งตามยีราฟ หนีช้าง กางเตนท์นอนกับสัตว์ พายเรือไปหาฮิปโป ขึ้นเครื่องบินเล็กไปดูสัตว์จากมุมสูง

นามิเบีย : เห็นทะเลทรายเด็ดๆ สัมผัสพายุทรายเล็กๆ ซากต้นไม้หลอนๆ บรรยากาศเหมือนไม่ใช่โลก ซาฟารีที่ไปง่ายๆแต่สัตว์แน่นมาก และเยี่ยมชนเผ่าฮิมบาที่ไม่เคยอาบน้ำ พอกแต่ดิน

แอฟริกาใต้ : มีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยสีสัน ความเจริญ เที่ยวง่าย ไปได้ทุกวัย ไปดูเพนกวินเดินบนหาด ดำน้ำกับฉลามขาว ดูวาฬกระโดดทุ่มตัวต่อหน้าไม่หยุด



 

นอนยังไง


มีบ้างที่นอนโฮสเทล แต่ส่วนใหญ่จะนอนเตนท์ กางๆเก็บๆทุกวันเพราะย้ายที่นอนทุกคืน ทริปนี้เลยต้องแบกหมอนและ sleeping bag ไปเอง เป็นครั้งแรกในชีวิตที่นอนดูดาวและทางช้างเผือกจนหลับ แต่กลับตื่นกลางดึกเพราะพระจันทร์สว่างไป คืนไหนโชคดีได้กางเตนท์บนสนามหญ้าจะรู้สึกเลยว่าผืนดินมันช่างนุ่ม แน่น นอนสบาย คืนไหนนอนบนทรายก็ยวบๆ แต่ไม่ชอบนอนบนพื้นหิน หินก้อนใหญ่ที่ปูดขึ้นมากลางเตนท์ทำให้รู้สึกโดนแทงหลังทั้งคืน ทำให้นึกถึงเจ้าหญิงเมล็ดถั่ว พริมชอบให้ที่นอนสะอาดๆ เลยราดแอลกอฮอล์ขัดถูเช้าเย็นจนมือแห้ง แต่สุดท้ายก็พ่ายให้ความขี้เกียจ เดินเข้าไปร้านชำ คนขายยิ้มแย้มน่ารัก พอพริมบอกต้องการอะไรก็ได้ไปปูเตนท์ เค้าก็พาไปดูทั้งผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว เสื่อ จนสุดท้ายพริมเลือกได้ผ้าปูโต๊ะพลาสติกลายผลไม้ ใช้คุ้มเลย



 

ห้องน้ำ


วิวดีมาก อากาศถ่ายเท แรกๆก็เกร็งที่รถบรรทุกจอดให้ลงกลางทางอันว่างเปล่า ตอนแรกพริมก็อยากได้ที่ที่ลับตาคนหน่อย เลยยอมเดินผ่านพุ่มหนามเข้าไปลึกๆ แต่ยิ่งเดินยิ่งโดนหนามที่ยาวเท่าไม้จิ้มฟันเกี่ยว เสื้อผ้าขาด เลือดซิบ ผมที่มัดไว้โดนเกี่ยวกระจุยจนหน้าหงาย ตามพื้นมีขนนกกระจายไปทั่ว คิดว่าชะตากรรมคงคล้ายๆกับเรา หลังๆเลยไม่เอาลับตาคนแล้ว ขอพงหญ้าโล่งไปเลยสบายกายกว่า หลังๆมาก็เริ่มชิน ตอนกลับมาเจอห้องน้ำในเมืองมืดๆอับๆยังแอบคิดถึงทุ่งหญ้าของเราเลย เดือนนึงในแอฟริกาทำให้พริมปล่อยวางเรื่องต่างๆได้มากขึ้นอีกนิด ความหน้าบางไม่มีประโยชน์ในทวีปนี้

ตอนไปตั้งแคมป์ในป่า botswana เหมือนเป็นการไปแอบนอนในบ้านของสัตว์ ตอนกลางคืนจึงไม่ควรเดินออกจากเตนท์ไปทำธุระไกลๆ เพราะนักล่าหลายตัวตื่นกันในเวลานั้น ทำใจลำบากเหมือนกันนะให้มานั่งปลดทุกข์หลังเตนท์ ถึงจะอยู่ในความมืดแต่สายตาเราก็ยังมองเห็นคนนั่งริมกองไฟ แถมต้องเบาๆ เดี๋ยวเตนท์อื่นตื่น จะปล่อยไว้โจ้งๆเหมือนกองของพวกสัตว์ก็ยังเขินๆ พยายามหาใบไม้มาปิด แต่ทุ่งสะวันนา จะมีใบใหญ่ซักแค่ไหนกันเชียว



 

กินอะไร


อาหารที่แอฟริกาอร่อยจนต้องกินมื้อละ 2 จาน ส่วนใหญ่เป็นข้าว พาสต้า มันฝรั่ง ไม่ก็ขนมปัง กินกับเนื้อสัตว์อย่างสตูว์เนื้อวัว แกงกะหรี่แกะ ไก่ย่างและเครื่องใน ซี่โครงหมูบาบีคิว แล้วคนที่นู่นบ้าน้ำจิ้มไก่ไทยซะด้วย จิ้มได้ทุกอย่าง บางทีก็ใส่แฮมเบอเกอร์แทนซอสมะเขือเทศ ถึงขนาดมีเลย์รส thai sweet chilli ของแปลกๆพวกเนื้อม้าลาย เนื้อสัตว์ที่เห็นตอนไปซาฟารีก็ได้กิน ตอนไปสำรวจทะเลทรายยังได้ลองกินเมล็ดพืชที่ปนมากับอึของจิ้งจอกด้วย ไม่อยากบอกเลยว่าหอมมันเหมือนผ่านการคั่วมาอย่างดี บางมื้อหน้าตาอาจดูไม่สะอาด มีทรายปนบ้าง ได้ดื่มน้ำสีเหลืองๆจากแม่น้ำบ้าง แต่ไม่เคยท้องเสียเลย ทั้งที่ปกติเป็นคนท้องเสียบ่อย ส่วนราคาอาหารที่นู่น พริมว่าแพงกว่าบ้านเรา



 

น่ากลัวมั้ย


ตลอด 1 เดือนในแอฟริกา พริมไม่เจอเหตุการณ์ร้าย ไม่มีสถานการณ์ไหนที่ทำให้กลัวหรือรู้สึกไม่ปลอดภัย อาจเพราะเลือกเที่ยวในที่เที่ยว ไม่ออกไปเดินมืดๆคนเดียวในที่ประหลาด ส่วนโรคติดต่อที่ตอนแรกกลัวถึงกับใส่มาสก์เดินในสนามบิน จริงๆไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เคยรับรู้มาเลย


ที่จริงแล้ว ก่อนเดินทางพริมมองว่าแอฟริกาทั้งตื่นเต้นน่าค้นหาและน่ากลัว ยิ่งพอญาติๆรู้ข่าวก็ยกเรื่องนู้นนี้มาขู่ให้ใจยิ่งฝ่อ ถึงแม้จะไม่ใช่การเที่ยวคนเดียวครั้งแรก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่รู้สึกกลัวจนอยากถอยตั้งแต่อยู่ที่สนามบิน น้ำตาไหลไม่อายใครเลย โชคดีว่าพ่อแม่คอยให้กำลังใจ คอยบอกว่าพริมเก่งอยู่แล้ว ทำได้แน่ๆ แค่ขอให้มีสติ ชอบเวลาที่มีคนถามแม่ว่าทำไมถึงกล้าปล่อยลูกไปเที่ยวคนเดียว แม่จะตอบเสมอว่าเชื่อในตัวเรา ดีจัง




 

เงิน