NAMIBIA : อยากให้รู้ก่อนไปนามิเบีย

Updated: Feb 11, 2020


พริมเขียนไว้ 10 ข้อนะคะ สำหรับสิ่งที่อยากให้รู้ก่อนไปนามิเบีย สำหรับที่เที่ยวและประสบการณ์การเดินทาง อ่านได้ที่นี่ค่ะ : NAMIBIA พายุทรายใต้ทะเลดาว

  1. น่ารู้ก่อนไป

  2. เที่ยวเดือนไหนดี

  3. เที่ยวนานแค่ไหนดี

  4. งบเท่าไหร่

  5. บินลงไหนดี

  6. เดินทางในนามิเบียอย่างไรดี

  7. ที่เที่ยวที่ไม่ควรพลาด

  8. เงิน

  9. วีซ่า

  10. วัคซีน



 

น่ารู้ก่อนไป


  1. ซาฟารีนามิเบีย : สัตว์ป่าที่นามิเบียอาจไม่หนาแน่นเท่าฝั่งเคนย่าแทนซาเนียซึ่งถือเป็นอันดับ 1 ของการซาฟารี แต่ภูมิประเทศแบบทะเลทรายก็ทำให้ฉากของที่นี่น่าสนใจ แถมยังมีชายฝั่งทะเลที่สามารถดูพวกโลมา วาฬ แมวน้ำ และฟลามิงโกได้อีกด้วย

  2. ความแห้ง : ประเทศนี้ส่วนใหญ่เป็นทะเลทราย อากาศจึงแห้งเกินจะจินตนาการเลยค่ะ สระผมเสร็จแป๊บเดียวแห้ง ผิวหน้าผิวตัวไม่ต้องพูดถึง ขุยขึ้นจนครีมหรือโลชั่นอะไรก็เอาไม่อยู่ สุดท้ายพริมเลยใช้แค่น้ำเปล่าล้างหน้าทุกวัน แล้วก็พอกทั้งตัวและหน้าด้วยวาสลีนปิโตรเลียมเจล คนนามิเบียเค้าใช้กันเป็นเรื่องปกติเลยค่ะ ถ้าไปหน้าร้อนที่มีฝน อากาศอาจไม่แห้งเท่านี้

  3. ไม่ต้องกลัวร้อน : ถ้าเทียบที่อุณหภูมิเท่ากันกับไทย พริมรู้สึกว่าไทยเราร้อนและอึดอัดกว่านามิเบียมาก เพราะนามิเบียความชื้นต่ำ อากาศแห้ง ถึงร้อนเหงื่อออกก็ระเหยออกไปเร็ว มีลมพัดด้วย ทำให้รู้สึกสบายตัวมากกว่า ไม่เหนอะๆเหมือนบ้านเราค่ะ ภูมิอากาศแบบทะเลทรายและกึ่งทะเลทรายทำให้หนาวมากตอนกลางคืนและเช้าตรู่ โดยเฉพาะในหน้าหนาว พริมเจอ 1 องศามาแล้ว ส่วนบ่ายๆก็ 20-30 องศา นอกจากนี้ เมืองหลวงของนามิเบียอยู่สูง 1700 เมตรจากระดับน้ำทะเล จึงไม่แปลกที่จะเจออากาศเย็น (กรุงเทพนี่สูงประมาณ 0-3 เมตร ดอยอินทนนท์ที่สูงสุดในบ้านเราคือ 2565 เมตร)

  4. ไม่ต้องกลัวดำ : ถ้าคุณเลือกไปเที่ยวในหน้าหนาวแบบที่พริมไป ซึ่งเป็นช่วง high season ที่นามิเบียสวยที่สุด คุณจะได้ใส่กางเกงขายาวและแจ๊คเก็ททั้งวันเลยค่ะ ตอนพริมกลับมาทั้งที่บ้านและเพื่อนงงกันหมดว่าทำไมไปแอฟริกาแล้วขาวขึ้น หน้าใสขึ้น ตรงข้ามกับยุโรปลิบลับ อันหลังนี่ดูเหมือนจะขาวแต่ไปกี่ทีก็ดำๆๆ

  5. กลัวยุงหน่อยก็ดี : ถ้าไปในหน้าฝน อาจต้องป้องกันตัวจากยุงที่เป็นพาหะมาลาเรียดีๆ แต่ถ้าเลือกไปในหน้าหนาว (high season) ยุงจะน้อยค่ะ เพราะประเทศจะแห้งมากๆไม่มีที่ให้เพาะพันธุ์ พริมไปหน้าหนาวเลยเจอยุงแค่ตามห้องน้ำนิดหน่อย ถ้ากลัวมากจะอาบน้ำไปเต้นไปเหมือนพริมก็ได้ ส่วนระหว่างวัน ในเมื่อเป็นหน้าหนาวก็ใส่เสื้อแขนขายาวมิดชิดอยู่แล้ว แล้วก็ทายากันยุงเพิ่มแค่นิดหน่อยตามที่ฉลากระบุ บางยี่ห้อจะบอกเลยว่าถ้ายุงธรรมดาทาทุกกี่ชั่วโมง ยุงมาลาเรียทาทุกกี่ชั่วโมง พริมไม่ได้ใช้ยากันยุงของไทยนะคะ เพราะรู้สึกมันอ่อนไปหน่อย ส่วนตัวใช้ deet30 ทาวันละครั้ง ตลอดทริปจึงไม่โดยยุงกัดเลย ไม่จำเป็นต้องกินยาป้องกันมาลาเรียเลยค่ะ นอกจากยุง แมงป่องน่ากลัวกว่าเยอะ ตามที่พักมีป้ายพร้อมรูปแปะเตือนอยู่ตลอดเวลา

  6. อาหารคุ้นเคย : อย่าแปลกใจถ้าคุณจะเจอพวกเนื้อม้าลาย เนื้อแอนทีโลพสายพันธุ์ต่างๆในร้านอาหาร ทั้งๆที่ตอนเช้าคุณเพิ่งเห็นตัวพวกนี้เป็นๆในอุทยานเอง แต่ส่วนใหญ่เค้าจะกินเนื้อวัว เนื้อไก่กันค่ะ หมูไม่ค่อยมี เพราะมีประชากรบางส่วนนับถือศาสนาที่ไม่กินหมู แต่เรื่องรสชาติรับร้องว่าจะคุ้นเคย กินข้าวเป็นหลักเหมือนบ้านเราด้วย

  7. ห้องน้ำและทิชชู่ : ไม่ว่าห้องน้ำนั้นจะลำบากลำบนห่างไกลแค่ไหน แต่ที่นั่นจะมีทิชชู่รอไว้ให้เสมอพายุทราย : เกิดขึ้นได้บ่อยๆในเขตทะเลทรายแบบนี้ แนะนำให้เอามาสก์ไปด้วย พริมเอาแบบเขียวๆไปทรายยังทะลุเข้าจมูกปากได้เลยค่ะ มันละเอียดมาก แทรกซึมเสื้อผ้า ถุงเท้า รองเท้าได้หมด ถ้าได้ไปใหม่จะลองเอาแบบที่กัน pm 2.5 ไปใช้ดู แต่คำแนะนำคือ ปิดตาจมูกปากหูแน่นๆ แล้วก็ระวังกล้องด้วย คนกล้องเสียในทะเลทรายเยอะ

  8. คอสตูมซาฟารี : จากประสบการณ์ที่เจอมา นักท่องเที่ยวใส่สีฟ้า เขียว สีแดง ก็มีให้เห็นปกติ ไม่ใช่ทุกคนใส่สีซาฟารีเหมือนกันหมดแบบอยู่ในหนังหรอกค่ะ คอสตูมซาฟารีส่วนใหญ่เลยจะเป็นชาวเอเชียที่เตรียมตัวไปแน่นๆซะมากกว่า เนื่องจากทุกคนนั่งอยู่ในรถปิด และสัตว์ก็ไม่ได้เข้ามาใกล้รถมากเท่าอุทยานฝั่งเคนย่าแทนซาเนีย แต่โทนสีแบบซาฟารีก็มีข้อดีคือเปื้อนแล้วดูไม่ค่อยออก เวลาพรางตัวเข้าห้องน้ำในป่าก็กลมกลืนดี แต่ถ้าไม่มีก็แนะนำเป็นเสื้อผ้าสีอ่อน สีธรรมชาติก็พอค่ะ เพราะไม่ร้อนแดด แล้วยุงก็ไม่ค่อยยุ่งเท่าเสื้อผ้าสีเข้ม

  9. ล่าสัตว์ : นามิเบียเป็นประเทศที่นักล่าสัตว์แบบ trophy hunting ใฝ่ฝัน เพราะเป็นไม่กี่ประเทศในโลกที่มีหนทางให้คุณล่า big 5 ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เสือดาว สิงโต ฮิปโป แรด ช้าง หรือสัตว์อะไรก็แล้วแต่ ใบอนุญาตมีขายเป็นแพคเกจ พรานกี่คน ไปกี่วัน เช่าปืนมั้ย นำของที่ระลึกจากการล่าหรือซากสัตว์ออกนอกนามิเบียได้กี่ส่วน แต่ประเทศของคุณจะยอมให้นำเข้ามั้ยนั่นอีกเรื่อง

  10. ต้นไม้ปีศาจ : ถ้าตกหลุมรัก Deadvlei ตั้งแต่แรกเห็นเหมือนที่พริมเป็น รีบยัดนามิเบียลง bucket list เลยค่ะ รับรองว่าจะมีวิวสวยๆอีกมากให้คุณชอบ



 

เที่ยวเดือนไหนดี

  • High Season (Dry Season) 6,7,8,9,10 : ฤดูหนาวของนามิเบีย และถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการซาฟารี อากาศแห้ง ฟ้าใสมาก ไม่เคยเห็นเมฆซักก้อนในนามิเบีย ไร้ฝนแทบจะ 100% สัตว์จึงปรากฏตัวให้เห็นง่ายๆเมื่อออกมาเดินหาแหล่งน้ำกิน ทิวทัศน์ดูแห้งแล้งแบบแอฟริกาที่เคยจินตนาการถึงเลย แหล่งน้ำไม่มี ยุงที่เป็นพาหะของมาลาเรียก็เลยมีให้เห็นน้อยมาก ค่าที่พักตามโรงแรมและทัวร์มีปรับราคาขึ้น ตอนกลางคืนอากาศหนาวมาก อาจถึง 0 องศาในบางพื้นที่ ช่วงเช้าๆก็เย็นสบายมากค่ะ พริมเองไปต้นเดือน 9 รูปทั้งหมดในอัลบั้มนี้ก็เป็นบรรยากาศของ high season ช่วงปลายหน้าหนาวนะคะ ส่วนตัวคิดว่าเป็นเดือนที่ดีที่สุดแล้วเลยเลือกไป หน้าหนาวจริงๆคือเดือน 7,8 ถึงเป็นช่วง high แต่นักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นคนยุโรปก็ไม่ได้แน่นเกินไปค่ะ เพราะแต่ละอุทยานมันใหญ่มากๆ มีแค่ตแนนั่งรถไฟซาฟารีใน etosha ที่รถเยอะหน่อย

  • Shoulder Season 4,5 : อากาศกำลังดี ไม่ร้อนไป ไม่หนาวไป ท้องฟ้าพอมีเมฆ อาจมีฝนบ้างนิดๆ นักท่องเที่ยวไม่เยอะเท่าช่วง high season ถือเป็นตัวเลือกที่ดีและต้องลุ้นนิดหน่อย เดือน 5 ฝนเริ่มหยุดแล้ว แต่บรรยากาศยังเขียวชอุ่ม เราชอบนะ ถ่ายรูปซาฟารีเขียวๆ แต่บางคนไม่ชอบ เพราะมันดูไม่ค่อยซาฟารีแอฟริกาเท่าไหร่มั้งคะ

  • Low Season (Wet Season) 11,12,1,2,3 : ช่วงเวลาที่ร้อนสุดของปีคือเดือน 12,1 ช่วงเวลาที่ฝนตกชุกสุดของปีคือเดือน 1,2 พวกที่พักหรูๆราคาจะถูกลง ธรรมชาติเป็นสีเขียวมีชีวิตชีวา มีลูกสัตว์เกิดใหม่ให้ตามส่อง แต่ก็แลกมาด้วยข้อเสีย คือ พอฝนตกทุกที่ก็มีแหล่งน้ำ สัตว์ป่าจึงไม่ออกมาเดินโชว์ตัวกันง่ายๆ หญ้าขึ้นสูงจนยากในการส่อง และเมื่อทุกที่มีแหล่งน้ำ ยุงซึ่งเป็นพาหะของมาลาเรียก็เพาะพันธุ์กันมากเช่นกัน