BOTSWANA : กินอยู่อย่างสัตว์ในแดนซาฟารี

Updated: Oct 24, 2019


ตั้งแคมป์ในอาณาจักรสัตว์กับซาฟารีที่ดีที่สุดในชีวิต

ตลอดระยะเวลาเกือบเดือนในแอฟริกา พริมมีโอกาสซาฟารีหลายครั้ง แต่ครั้งที่ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจที่สุด ชวนให้คิดถึงที่สุด คงจะมีแต่บอตสวานา นอกจากได้เห็นสีสันของภูมิประเทศที่หลากหลาย ยังได้วิ่งหนีช้าง วิ่งตามยีราฟ พายเรือไปดูฮิปโป นอนกลางดิน กินและปล่อยกลางทรายคล้ายๆกับสัตว์ป่าที่เจอ จนเผลอคิดไปว่าเราก็เป็นแค่สัตว์ตัวนึงจริงๆ

ภาษาหลักของบอตสวานาคือภาษาอังกฤษ เลยสบายนักท่องเที่ยวดี เวลาคุยกับคนที่นี่ว่าอยากไปส่องสัตว์ เค้าจะเรียกกันว่าเป็นเกม แต่คนไทยจะติดเรียกซาฟารีมากกว่า พาหนะที่ใช้จะเป็นอะไรก็ได้ ถ้ารถก็เรียกเกมไดรฟ์ ตอนอยู่ซิมบับเวพริมลองทั้งขี่ม้า นั่งเฮลิคอปเตอร์ และนั่งเรือมาแล้ว แต่สำหรับบอตสวานานี้ พื้นที่อุทยานจะใหญ่ขึ้น สัตว์ก็หลากหลายขึ้น เราเลยจะไปทั้งรถ เรือ เครื่องบินเล็ก และที่สนุกคือได้เดินเท้าเข้าป่า ในบอตสวานานี้เที่ยวจริงๆอยู่แค่ 2-3 อุทยาน แต่ใช้เวลากับการเดินทางและการตามหาสัตว์มากหน่อย เลยหมดไปถึง 7 วัน

  1. Chobe National Park : Overland Safari ซาฟารีทางรถในถิ่นช้าง

  2. Chobe National Park : River Safari ซาฟารีทางเรือในถิ่นช้าง

  3. Okavango Delta : Scenic Flight Safari ซาฟารีด้วยเครื่องบิน ส่องสัตว์จากบนฟ้า

  4. Okavango Delta : Mokoro Canoe Safari ซาฟารีทางเรือแคนู

  5. Okavango Delta : Hippo pool พายเรือไปดูฮิปโปในบึง

  6. Okavango Delta : Camping life ตั้งค่ายกลางป่า กินอยู่ใกล้ชิดสัตว์

  7. Okavango Delta : Moremi game reserve ซาฟารีด้วยการเดินเท้าไปดูสัตว์

วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้นั่งรถบรรทุก ออกมาจากซิมบับเวไม่นานก็เข้าเขตบอตสวานา ซึ่งประเทศนี้พริมได้ส่งเอกสารไปขอวีซ่าล่วงหน้าที่ญี่ปุ่นมาแล้วค่ะ ต้องโทรไปตามเรื่อยๆ  กว่าเค้าจะเริ่มดำเนินการและส่งเอกสารวีซ่ามาให้ก็หมดไปเกือบเดือน ทุกคนที่ขึ้นรถบรรทุกมาด้วยกันส่วนใหญ่มาจากประเทศที่ไม่ต้องใช้วีซ่า ทั้งอเมริกา แคนาดา ยุโรป บราซิล ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ แต่ละคนเลยผ่านด่านไปได้อย่างรวดเร็ว ติดอยู่ที่พริมคนเดียวที่เจ้าหน้าที่เอาเอกสารวีซ่าไปจัดการต่ออีกนานมาก นึกว่าจะไม่ได้ผ่านเข้าประเทศซะแล้ว

รูปทั้งหมดในอัลบั้มนี้ถ่ายด้วยกล้อง olympus omd em10 mark3 มิลเรอร์เลสตัวเล็กๆที่ใช้สนุก ยิ่งพอติดเลนส์เทเลโอลิมปัส m.zuiko 40-200mm f2.8 pro เข้าไปก็ยิ่งสนุกใหญ่ ละลายทุ่งสะวันนาได้ถูกใจมาก




 

Chobe National Park : Overland Safari

ว่ากันว่าที่อุทยานแห่งชาติโชบี้ Chobe มีช้างแอฟริกันอยู่รวมกันหนาแน่นที่สุดในโลกแล้ว จุดเด่นของที่นี่เลยเป็นช้างนั่นเอง สมาชิกในรถถามคนขับเพิ่มว่าจะได้เห็นเสือดาวมั้ย คนขับบอกไม่เห็นหรอก สิงโตล่ะ เค้าก็บอกไม่น่า แรดล่ะ อันนี้ไม่มีแน่นอน กลางวันแบบนี้มันร้อนเกินไป ที่โชบี้มีต้นไม้ให้พวกมันหลบซ่อนเยอะ ความตื่นเต้นของทุกคนที่มีต่อการไปซาฟารีเลยลดลงเกือบครึ่ง

ภายในอุทยานเต็มไปด้วยต้นไม้และพุ่มไม้ พวกสัตว์คงพรางตัวกันสบายถึงหาไม่ค่อยเจอ แต่ขอเว้นยีราฟไว้หน่อย คอพวกมันสูงพ้นยอดไม้อีก เห็นแต่ไกลเลย รถแล่นโคลงๆเคลงๆจนมาถึงริมแม่น้ำซึ่งเป็นพื้นที่โล่ง เจ้าพวกสัตว์มากองกันอยู่ตรงนี้นี่เอง ช้างหลายสิบตัวเดินเล่นไปมา ควายน้ำและฝูงแอนทีโลพก็หากินอยู่บริเวณนี้

มีคนตาดีเห็นฝูงสิงโตนอนหลบแดดใต้ต้นไม้ไม่ไกลจากแหล่งน้ำด้วย ดูเป็นทำเลที่ดีในการซุ่มดูเหยื่อ สิงโตถ่ายค่อนข้างยากเพราะต้องซูมผ่านเงาไม้เข้าไป  แล้วยังต้องหาช่องว่างระหว่างสมาชิกในรถอีก ขับรถวนไปมาแป๊บเดียวก็ต้องรีบไปนั่งเรือต่อแล้ว หวังว่าทางน้ำตอนเย็นๆจะดีกว่าบนบกตอนบ่าย เพราะยังส่องสัตว์กันไม่จุใจเลย




 

Chobe National Park : River Safari

มองไปทางไหนก็มีแต่ช้าง ทั้งบนบกและในน้ำ กระจัดกระจายปนไปกับฝูงเรือท่องเที่ยว ดูไปก็ไม่อยากเชื่อว่านี่คือธรรมชาติจริงๆ บรรยากาศมันสวยลงตัวเหมือนอยู่ในธีมปาร์คมากกว่า แถมมีเรือนักท่องเที่ยวไหลต่อกันมาเป็นสายยิ่งใช่ใหญ่

บางตัวกำลังสู้กันฟาดงวงทีน้ำกระจาย บางตัวพาลูกไปเล่นโคลน บางตัวก็กำลังใช้งวงเกี่ยวพืชน้ำแถวนั้นขึ้นมาสะบัดๆให้โคลนหลุดออกไปมากที่สุดก่อนกิน เนื่องจากระบบย่อยอาหารของช้างไม่ค่อยดี มันเลยเรียนรู้ที่จะทำความสะอาดอาหารของตัวเอง

บางตัวคงกำลังพลอดรักกันอยู่ ตอนถ่ายไม่ได้สังเกตเลย แต่พอเอาเข้าคอมเท่านั้นแหละ

จะเห็นว่าช้างแอฟริกาไม่เหมือนช้างไทย พริมมีโอกาสเห็นช้างป่าที่ไทยอยู่ 2-3 ครั้งตอนไปเขาใหญ่และกุยบุรี เห็นชัดเลยว่าช้างแอฟริกันขายาวกว่ามาก นั่นเพราะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าที่ราบ ช้างเดินได้สบายๆ ไม่จำเป็นต้องออกแรงเดินขึ้นลงเขาแบบบ้านเรา หูช้างแอฟริกันก็ใหญ่กว่า เคยมีคนบอกว่าหูช้างแอฟริกันก็เหมือนแผนที่ทวีปแอฟริกา ส่วนหูช้างเอเชียเหมือนแผนที่ประเทศอินเดีย สาเหตุจริงๆเพราะภูมิประเทศอีกเช่นเคย การมีชีวิตอยู่ในทุ่งสะวันนาต้องเจอแดดร้อนๆทั้งวัน ไม่มีป่าไม้ให้หลบร้อนแบบช้างไทย ช้างแอฟริกันเลยต้องมีหูที่ใหญ่เพื่อช่วยคลายความร้อน

 เวลาเราเห็นมันสะบัดหู 2 ที ก็ช่วยให้อุณหภูมิในตัวมันลดลงถึง 2 องศาแล้ว ช้างที่นี่ดูเหี่ยวกว่าด้วย รอยยับเต็มตัว อันนี้เดาเองว่าอาจเพราะสภาพอากาศที่แห้ง ไม่ชุ่มชื้นเหมือนช้างในป่าฝน

นอกจากช้าง ยังมีพวกแอนทีโลพและควายป่า มีฮิปโปผลุบโผล่อยู่กลางน้ำ จระเข้นอนอ้าปากริมตลิ่ง และตัววอเท่อบัค waterbuck ที่หันก้นตลกๆมาให้ดูพร้อมกันทั้งฝูง

อากาศเย็นลงเรื่อยๆ เมื่อท้องฟ้าเริ่มเป็นสีชมพู สัตว์หลายตัวยังก้มหน้าสนุกกับการกิน ไม่มีตัวไหนสนใจสีสันของท้องฟ้าที่ค่อยๆเปลี่ยนไป




 

Okavango Delta : Scenic flight

โอคาวังโก เดลต้า ไม่เคยอยู่ในหัวมาก่อนเลย ไม่รู้พื้นที่ชุ่มน้ำขนาดยักษ์แห่งนี้ลอดพ้นจากการเสิร์ชกูเกิ้ลก่อนเดินทางไปได้อย่างไร แต่จากการซาฟารีมา 4 อุทยานใน 3 ประเทศ พูดได้เต็มปากเลยว่าที่นี่ทำให้อิ่มใจสุด

การได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกยืนยันได้ว่าที่นี่ไม่ธรรมดา พื้นที่ทั้งหมดของมันใหญ่ประมาณ 10 เท่าของเขาใหญ่ ใหญ่กว่าจังหวัดที่ใหญ่สุดในประเทศไทยอย่างโคราชซะอีก และด้วยความที่ โอคาวังโก เดลต้า เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำขนาดใหญ่ การไปค้างคืนให้ถึงใจกลางจึงมีแค่ 2 ทางเลือก

  1. นั่งเครื่องบินเล็กจากในเมืองไปลงที่ที่พักสุดหรู  

  2. นั่งเรือแคนูเข้าไปกว่า 2 ชั่วโมงเพื่อตั้งแคมป์กลางป่ากับชาวบ้าน

ทีมประหยัดเลือกอย่างหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงการบินไปกลับใจกลางโอคาวังโก้จะราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าขึ้นบิน 1 ชั่วโมงเพื่อดูวิวเฉยๆ จะถูกกว่ามาก

ทีมประหยัดเลือกอย่างหลังอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงการบินไปกลับใจกลางโอคาวังโก้จะราคาค่อนข้างสูง แต่ถ้าขึ้นบิน 1 ชั่วโมงเพื่อดูวิวเฉยๆ จะถูกกว่ามาก

อีกแล้วที่ครั้งแรกในชีวิตจะเกิดขึ้นที่แอฟริกา คราวนี้เป็นการขึ้น light aircraft เครื่องบินเล็กขนาด 3-5 ที่นั่งเพื่อไปส่องสัตว์จากบนฟ้า เราต้องไปขึ้นเครื่องที่สนามบินนานาชาติในตัวเมืองโมน Maun ต้องสแกนทั้งตัวและกระเป๋ารวมทั้งตรวจพาสปอร์ตเหมือนจะบินออกนอกประเทศไม่มีผิด

เครื่องบินเล็กจอดอยู่เต็มลาน เคยเห็นลำนี้ในรูปมานานเพิ่งจะได้ลองของจริง ทุกที่นั่งมีหน้าต่างเป็นของตัวเอง ภายในไม่มีแอร์ มีแต่ช่องให้อากาศภายนอกไหลเข้ามาตามแต่จะปรับ ช่วงแรกๆทุกคนนั่งกันคอยืดยาว หันซ้ายขวาถ่ายรูปดูวิวไม่มีห