ZIMBABWE-ZAMBIA : น้ำตกร้อยรุ้ง

Updated: Nov 3, 2019



แค่น้ำตกวิคตอเรียอย่างเดียว ก็เพียงพอให้อยากมาแอฟริกาแล้ว อยากเห็นกับตา อยากเปียกกับตัว เพียง 3 วัน 3 คืน ที่นี่ก็ไต่อันดับกลายเป็นที่เที่ยวที่รักที่สุดในชีวิตได้อย่างง่ายดาย มันทำให้รู้สึกจริงๆ ว่าโลกเรายิ่งใหญ่และสวยงามจัง หวังว่าภาพที่ถ่ายมาจะเป็นคำตอบได้ว่า ทำไมพริมถึงชอบเรียกน้ำตกในฝันนี้ว่าน้ำตกร้อยรุ้ง


  • ขึ้นเฮลิปคอปเตอร์ดูน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

  • เดินเล่นเปียกๆดูน้ำตกที่กว้างยาวเป็นไมล์

  • เล่นน้ำริมหน้าผา บนยอดน้ำตกที่สูงเป็นร้อยเมตร

  • ขี่ม้าเข้าป่าตามหายีราฟ ขี่คนเดียครั้งแรกในชีวิต

  • ล่องเรือไปดูฮิปโปและช้าง

  • เอากางเกงคลุมหัวเดินข้ามชายแดนเป็นชั่วโมง

  • เมืองที่ผู้คนพูดแต่ภาษาอังกฤษ แล้วโค้งทักทายพริมด้วยคำว่า คอนนิจิวะ!

น้ำตกวิคตอเรียคือเหตุผลเดียวที่ทำให้พริมอยากมาซิมบับเว น้ำตกที่โผล่ขึ้นมาในกูเกิ้ลเป็นอันดับแรกเมื่อถามถึง world largest waterfall แม้จะไม่ได้กว้างที่สุดหรือสูงที่สุด แต่เพราะอะไรกันที่น้ำตกแห่งนี้ถูกพูดถึงว่ายิ่งใหญ่ที่สุด น้ำตกแห่งนี้เป็นพรมแดนธรรมชาติที่คั่นซิมบับเวและแซมเบียค่ะ แค่เที่ยวน้ำตกเลยต้องไปถึง 2 ประเทศ และนี่ก็เป็น 2 ประเทศแรกที่เปิดให้พริมรู้จักทวีปแอฟริกา เป็นการบินเดียวเที่ยวคนเดียวทั้งหมด 3 วัน 3 คืนค่ะ


Zimbabwe

  1. Horseback Safari - ซาฟารีบนหลังม้า ขี่เองครั้งแรกในชีวิต ขี่สัตว์ไปดูสัตว์

  2. Helicopter Flight over Victoria Falls - ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปดูน้ำตกจากบนฟ้า วิวเหนือจริงมาก

  3. Vultures Feeding - เลี้ยงข้าวเที่ยวอีแร้งนับร้อย

  4. Sunset Downer Cruise - ซาฟารีตามสายน้ำ พระอาทิตย์ตกดวงแรกในแอฟริกา

  5. Victoria Falls - สวยมากกก ลองดูว่าทำไมพริมถึงเรียกน้ำตกร้อยรุ้ง

Zambia

  1. Border Crossing - เดินเอากางเกงพาดหัวข้ามชายแดนเป็นชั่วโมงๆ

  2. Angel's Pool, Livingstone Island - เล่นน้ำริมหน้าผาของน้ำตกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแอฟริกา




 

ZIMBABWE

 

วิคตอเรียฟอลส์ Victoria Falls หรือที่ทุกคนชอบเรียกกันย่อๆว่าวิคฟอลส์ Vic Falls เป็นทั้งชื่อน้ำตกและชื่อเมือง ไม่ใช่เมืองหลวงของซิมบับเว แต่พริมมั่นใจว่ามันดังยิ่งกว่า ระหว่างที่กำลังเขียนประโยคนี้ พริมยังแอบแวบไปกูเกิ้ลเลยค่ะว่าเมืองหลวงจริงๆ ของซิมบับเวชื่ออะไรแน่


น้ำตกวิคตอเรียคือเหตุผลเดียวที่ทำให้พริมอยากมาซิมบับเว มันเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างแท้จริง ฝรั่งเดินกันให้ควั่ก ภาษาหลักคือภาษาอังกฤษ สกุลเงินที่ใช้คือ USD ปลั๊กไฟก็เป็นแบบอเมริกา ในขณะที่หลายๆ ประเทศในแอฟริกามีปลั๊กหน้าตาแปลกๆ ของทวีปเค้าเอง ที่พักทุกแห่งในเมืองนี้เต็มเร็วมาก สภาพเมืองหน้าตาดูแห้งแล้งอย่างที่สุด มองไปทางไหนก็เป็นสีส้มซีดๆ ส้มจากฝุ่นทรายที่ฟุ้งคลุมเมือง และซีดจากแดดที่เลียไปทั่ว นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีน้ำตกสุดยิ่งใหญ่ตั้งอยู่ใกล้ๆ


ผู้คนที่วิคฟอลส์นอกจากจะพูดอังกฤษเก่งแล้ว ยังคุ้นชินกับนักท่องเที่ยวมาก ยิ้มแย้ม ชอบชวนคุย เอะอะเป็นต้อง Hello, how are you? ช่วงที่ไปถึงใหม่ๆ ใครทักมา พริมไม่ยอมทักกลับเลย เราพกความกลัวมาเต็มกระเป๋า ระแวงไว้สารพัด จนคนที่โบกมือไม่หยุดเปลี่ยนมาโค้งให้แทน แล้วบอก คอนนิจิวะ เจอหลายหนเข้าเลยเริ่มรู้สึกตัว กลับมาคิดใหม่ว่านี่เราระวังตัวเกินเหตุไปรึเปล่า มันอาจเหมือนกับที่พริมใส่ผ้าปิดปากเดินในสนามบินเอธิโอเปียก็ได้ คือฟุ้งซ่านไปเองแท้ๆ



 

Horseback Safari, Zambezi National Park


หลังจากเดินทางข้ามฟ้ามา 17 ชั่วโมง ลงเครื่องปุ๊บก็จะรีบไปซาฟารีทันที ถึงทริปนี้จะยาวเกือบเดือน แต่จะใช้ทุกวันเที่ยวๆๆ ให้คุ้มที่สุด การผจญภัยแรกที่พริมเลือกคือซาฟารีบนหลังม้า เหมือนซาฟารีทุกอย่างแค่เปลี่ยนจากการนั่งรถมาเป็นขี่ม้าแทน เค้าบอกไม่ต้องมีประสบการณ์ก็มาได้ เราขี่เข้าป่ากันเป็นกรุ๊ปเล็กๆ นักท่องเที่ยว 3 สตาฟอีก 3 ม้าใครม้ามัน ต้องบังคับเอง ไม่มีคนจูง ผู้ร่วมทริปของเราเป็น 2 สาว 2 ชาติ คนแรกบอกเราว่ามาจากแคลิฟอร์เนีย มีม้าเป็นของตัวเองที่บ้านด้วย ล่าสุดเพิ่งได้ม้าป่ามาเพิ่ม 'มันคลั่งมากๆ แต่ชั้นก็เทรนมันได้สบาย' ส่วนอีกคนไม่น้อยหน้าเลย เป็นนักแข่งม้าจากอิตาลี่ 'ชั้นมีใบอนุญาตแข่งม้าด้วย' ประสบการณ์ขี่ม้าแคระที่หัวหินสมัยเด็กไม่ควรถูดขุดมาเล่าสินะ


ตั้งใจจะเอากล้องไปด้วยค่ะ เมื่อก่อนพริมคิดว่าตัวเองชอบเที่ยวเลยอยากถ่ายรูป แต่เดี๋ยวนี้เริ่มรู้ตัวแล้วว่าชอบทั้งคู่พอๆ กัน ถึงจะมือใหม่ขี่ม้าแต่ก็ขอถ่ายหน่อย สตาฟเห็นเข้าพอดีเลยบอกว่าอย่าเอาไป มีคนเจ็บตัวเพราะกล้องมาเยอะแล้ว สุดท้ายพริมเลยคว้ามือถือปีนขึ้นหลังม้าไปแทน แล้วเค้าก็สอนวิธีบังคับม้าให้มันเลี้ยว ให้มันหยุด สอนเสร็จไม่รอดูพริมฝึกเลย คือยังไม่ทันได้ทำตาม อ่าว ขบวนเคลื่อนแล้ว เราขี่ผ่านป้าแห้งโปร่งๆ ลึกเข้าไปเรื่อยๆในอุทยาน แซมเบซิ Zambezi อุทยานแห่งนี้อยู่ติดตัวเมืองและอุทยานน้ำตกวิคตอเรียเลยค่ะ

รูปนี้ใส่พระจันทร์แถวบ้านเล่นๆ ของจริงเล็กๆอยู่ข้างหลังค่ะ

พระจันทร์ลอยขึ้นฟ้ามานานแล้ว พระอาทิตย์ใกล้ตกดินเข้าไปทุกที  แดดกำลังเป็นสีส้มทอง มองไปทางไหนก็สวย ยิ่งตอนควบเร็วๆ แล้วทรายฟุ้งขึ้นมา เหมือนขี่ม้าเข้าไปในหมอกสีทอง สวยมาก เผลอสูดเข้าไปเต็มๆ เลยได้แต่ไอแค่กๆ คอแห้งเลย ตลอด 3 ชั่วโมงในป่าลึก ได้เจอ อิมพาล่า กวาง คูดู ไก่ฟ้า แล้วก็ยีราฟ 2 ตัว ที่ถึงกับหยุดเล็มยอดไม้แล้วหันมาจ้องใหญ่ คงงงว่าสัตว์ประหลาดอะไร ครึ่งม้าครึ่งคน


ขี่ม้าไม่ได้ยากอย่างที่คิด ดึงให้เลี้ยวมันก็เลี้ยวตามใจเรา แต่จะพูดอีกอย่างก็คือ พอมันเห็นตัวหน้าเลี้ยว มันก็เลี้ยวตามเอง ความลำบากอยู่ที่การทรงตัวบนหลังม้าต่างหาก เพราะม้าไม่ได้แค่เดินอย่างเดียว มีวิ่ง มีควบขึ้นลงเนินด้วย เกือบไหลตกหลังม้าเลยค่ะ ดีว่าคว้าคอม้าไว้ทัน แต่มือใหม่อย่างเราก็ยังหาเรื่องขี่ม้ามือเดียวอีก จะได้หยิบมือถือมาถ่ายรูปได้ เด้งๆ กระแทกๆ จนระบมไปทั้งตัวแล้ว อยากกลับใจจะขาดจนเผลอเข้าข้างตัวเองบ่อยๆว่าต้นไม้ต้นนั้นคุ้นจัง เลี้ยวพ้นไปต้องเป็นฟาร์มแน่ๆ คิดแบบนี้เป็นสิบรอบก็ไม่ใช่ซะที เลยไม่คิดแล้วว่าต้นไหนคุ้น คิดแค่ไม่มีครั้งหน้าแล้วแน่ๆ



ตอนกลับมาถึงฟาร์ม สาวมือโปรทั้งคู่กระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็วสวยงาม แล้วเข้าไปนั่งในศาลา จิบชา กินกล้วย กินส้ม หัวเราะกันคิกๆ ในขณะที่พริมยังลงจากหลังม้าไม่ได้เลย ครึ่งล่างชาจนไม่มีแรงตวัดขามาฝั่งเดียวกันเพื่อโดดลง สตาฟที่รอจูงม้าไปเก็บคิดว่าติดใจ ไม่ยอมลง แต่ในที่สุดก็ยอมกระโดดด้วยสภาพเหมือนโดนถีบลงมากองมากกว่า จะยืนก็ยืนไม่ขึ้น ได้แต่นั่งฟุบอยู่แทบเท้าม้า มันหันมามองด้วย อาจจะเป็นความสงสารเห็นใจ เพราะตอนขี่ก็ผูกมิตรกันดีอยู่ คือถึงบังคับไม่เก่งแต่ก็ช่วยปัดแมลงหวี่แมลงวันให้มันตลอด เห็นมันสะบัดหัวไล่แมลงแบบรำคาญ เราเลยอาสาทำให้เอง มือโปรอาจขอบคุณม้าด้วยการลูบหัวลูบจมูกมัน แต่มือใหม่นี่เล่นใหญ่ลงไปคารวะถึงพื้นเลย


โดนกิจกรรมแรกสูบพลังไปมาก พอกลับถึงที่พักเลยไม่มีแรงออกไปหาอาหารเย็นกิน เลยกินขนมปังก้อนที่หยิบติดมือมาจากบนเครื่อง ไม่มีแรงเดินไปอาบน้ำด้วย ห้องน้ำรวมอยู่ไกลและทางไปก็มืด ที่พักคืนนี้เป็นบ้านเล็กๆ ราคาพันกว่าบาท สภาพทึมๆโทรมๆ ประกอบด้วยโต๊ะเก้าอี้เก่าๆ พัดลมเพดานแบบห้องเรียนย้อนยุค มีมุ้งสั้นๆ ห้อยลงมาจากเพดานที่คลุมไม่ถึงเตียง หน้าต่างที่ปิดไม่ค่อยสนิท เรียกว่าหลอนเลยก็ได้ เหนื่อยจนคิดต่อไม่ไหวแล้วค่ะ คืนนี้สลบยาวๆ 13 ชั่วโมง




 

Helicopter Flight over Victoria Falls


หลังจากตื่นมาพร้อมความระบมจากการขี่ม้าวันก่อน เช้านี้จึงเดินเขยกๆ ไปนั่งกินอาหารรอเวลารถมารับ นี่เป็นอีกสิ่งที่พริมรู้สึกว่าวิคฟอลส์ช่างเป็นเมืองท่องเที่ยว เพราะ ไม่ว่าคุณจะเลือกทำกิจกรรมอะไร ทุกที่จะมีรถมาคอยรับส่งคุณเสมอ สะดวกสบายมาก

โชคดีได้นั่งหน้าคู่คนขับ เดือนสิงหาคมที่พริมไปถึงถือเป็นช่วงที่น้ำเริ่มน้อยแล้ว นี่ขนาดน้ำน้อย ละอองยังปลิวไปทั่วฟ้า มองลงมาเหมือนมีหมอกห่มคลุมน้ำตกตลอดเวลา จริงๆพริมอุตส่าห์คิดมานะว่าควรขึ้นบินตอนกี่โมง เพื่อให้แดดส่องทางไหน จะได้ถ่ายรูปสวยๆ สรุปว่าหมอกบรึม


รู้สึกเหมือนกำลังดูสารคดีกำเนิดโลกเลยค่ะ มันยิ่งใหญ่จนไม่คิดว่าธรรมชาติแบบนี้จะมีอยู่จริงๆ หน้าผาข้างล่างมองคล้ายแผ่นเปลือกโลกที่แยกออกจากกัน ข้างล่างเดือดพล่านจนพ่นควันออกมาไม่หยุด แล้วรุ้งกินน้ำโผล่ขึ้นมาสวยๆ จากรอยแยกนั้น พรุ่งนี้จะลงไปสำรวจให้ทั่วเลย


สวยจนใจสั่นมันเป็นแบบนี้นี่เอง พาลให้มือไ