top of page

NETHERLANDS : เวนิสในสวน หมู่บ้านในนิทาน

Updated: Feb 15, 2020


พริมมีเวลาในเนเธอร์แลนด์แค่ 1 วัน เลยใช้ 1 วันนี้ เดินเที่ยวเวนิสแห่งยุโรปเหนือ ฉายานี้มีคนมอบให้กับเมืองอัมสเตอร์ดัม

แต่พริมขอมอบให้กับหมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือของเมืองหลวงด้วยเลย

หมู่บ้านที่ทำให้รู้สึกเหมือนเราได้หลุดเข้าไปอยู่ในโลกนิทาน

เนเธอร์แลนด์ฉบับนี้แทบจะเรียกได้ว่าเที่ยวฟรี

เพราะจริงๆ พริมตั้งใจจะไปสเปน โปรตุเกส และอังกฤษ แต่เพราะตั๋วราคาแพงมาก เลยเปลี่ยนมาบินลงเนเธอร์แลนด์และกลับจากไอร์แลนด์แทนค่ะ ทำให้ได้ตั๋วยุโรปที่ถูกลงครึ่งหมื่น เอาเงินส่วนต่างมาเที่ยวประเทศนี้เพิ่มได้สบายเลยค่ะ

ทริปนี้เป็นเพียงบทนำของการผจญภัยในยุโรป 1 เดือน พริมเดินทางคนเดียว เลยจะมีใครอื่นเป็นตัวเอกไปไม่ได้...




 


AMSTERDAM

หลังจากทรานสิทที่เมืองอาหรับและข้ามฟ้ามาโผล่เนเธอร์แลนด์ พริมก็จับรถไฟดิ่งเข้า Amsterdam Centraal ทันที (ภาษาดัตช์ จะเห็นอักษร aa / oo บ่อยๆ) คิดว่าจะเรียบร้อยดี เปล่าเลยค่ะ รถไฟเกิดจอดโดยไม่ทราบสาเหตุและให้ทุกคนลงจากรถหมด ประเดิมทริปได้ดีจริงๆ

เนเธอร์แลนด์ไม่ใช่ netherland แต่คือ the netherlands

นายสถานีบอกให้ทุกคนรีบเปลี่ยนไปแพลทฟอร์มไปฝั่งตรงข้ามด่วน รถไฟขบวนใหม่กำลังจะออกในไม่กี่นาทีนี้แล้ว นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาจากสนามบินจึงพากันหอบกระเป๋าวิ่งตับแล่บ แทบจะกลิ้งลงบันได แต่พอมาถึง อ่าว รถไฟฝั่งนี้ก็เกิดยกเลิกเดี๋ยวนั้น นายสถานีฝั่งนี้ก็ตะโกนว่าให้รีบวิ่งกลับไปฝั่งเดิม เดี๋ยวขบวนใหม่จะมา ทุกคนก็วิ่งๆๆๆ พอไปถึงฝั่งเดิม นายสถานีคนเก่าก็บอกว่าฝั่งนู้นๆ รถไฟกำลังจะมา แต่ละคนหอบกระเป๋ากันอิรุงตุงนังวิ่งมุดใต้ทางรถไฟเป็นรอบที่ 3 พอขึ้นมาได้ก็เห็นรถไฟจอดอยู่ แต่ไม่ยอมให้ขึ้น พริมเหนื่อยจนคิดว่าถึงฝั่งนี้ไม่ออก ก็จะรอไปเรื่อยๆไม่เปลี่ยนชานชาลาอีกแล้ว ต้องมีซักขบวนแหละที่จะวิ่งกลับเข้าเมือง ดูเหมือนนักท่องเที่ยวคนอื่นก็คงคิดเหมือนกันเลยไม่มีใครวิ่งลงบันไดอีก

ที่อัมสเตอร์ดัมไม่มีอะไรยุ่งยาก ทุกอย่างยังเหมือนเดิม จึงเดินไปตามทางที่เคยชินไปยังโฮสเทลที่จองไว้ จักรยานยังวิ่งฉิวต่อๆกันเป็นสาย วุ่นวายเหมือนเดิม สิ่งเดียวที่พริมว่าต่าง คือห้องพักที่แพงมากๆเมื่อเทียบกับ 5 ปีก่อน ตอนนั้นประมาณ 3 พันก็ได้ห้องส่วนตัวที่ใหม่และสวยงาม แต่คราวนี้ อาจจะเพราะเป็นฤดูร้อนที่ทุกอย่างแสนแพง วัยรุ่นปิดเทอม ทุกคนบินมาพักผ่อน และพริมจองห้องมาช้า เลยเจอเตียงสุดท้ายเหลือในดอร์มหญิงที่ทำเลดีมากๆ แต่ราคาที่ถูกที่สุดก็ยังโบยบินไปแตะ 3 พันบาท เป็นโฮสเทลที่แสนแพงและว่างเปล่าที่สุดที่เคยเจอมาเลยค่ะ ปกติเวลาไปยุโรป เรทที่พริมให้กับโฮสเทลจะประมาณพันบาทและ facilities ครบ

เพราะยึกๆ ยักๆ กับรถไฟอยู่นาน ตอนนี้พระอาทิตย์เลยใกล้จะตก พริมนั่งเรือข้ามฟากกลับมาฝั่งเมนของอัมสเตอร์ดัม เดินเลยสถานีรถไฟมาได้ก็เห็นบ้านสไตล์ดัตช์เรียงตัวกันคุ้นตาอยู่ชิดคลอง มันเหมือนเดิมทุกอย่าง พริมอยากรอเวลาที่แสงสวยเลยเดินวนๆอยู่แถวนั้นฆ่าเวลา ทะลุไปตามซอกซอยต่าง ปล่อยหลงไปก่อน เพราะไม่ว่าจะอยู่จุดไหนก็จะเห็นบ้านดัตช์และคลองอยู่ดี เมื่อก่อนพริมไม่เคยรอแสงใดๆ เพื่อให้ได้รูปถูกใจ แค่ถ่ายก็จบ แต่ตอนนี้

เมื่อได้มาอยู่ตรงหน้าวิวเดิมอีกครั้ง กลับได้เห็นตัวเองเติบโตขึ้นผ่านการถ่ายรูป

เพราะครั้งนี้ใจเย็นพอที่จะเฝ้ารอแสง ดวงอาทิตย์ที่ตกลงฝั่งตรงข้าม ส่องแสงกระทบตัวบ้านจนกลายเป็นสีส้มทอง คลองน้ำที่เข้มลงก็ดูดเอาสีสันจากบ้านสวยๆลงมาหมด พริมคงยืนเฝ้าวิวนี้อยู่นาน เลยมีนักท่องเที่ยวหลายคนมาขอให้ช่วยถ่ายรูป

แวะซื้ออาหารเย็นซักหน่อย หลายร้านค้าในอัมสเตอร์ดัมไม่รับเงินสดซะแล้ว ถุงพลาสติกก็ไม่มีแจก พริมซื้อแค่พาสต้า น้ำเบอร์รี่ป่า และขนมแค่นิดหน่อยจึงต้องรูดบัตรไป แล้วโกยทุกอย่างเข้ากระเป๋าตัวเอง จบแล้วอัมสเตอร์ดัม เคยมาแล้วเลยอยู่แค่แป๊บๆพอ พรุ่งนี้ทั้งวันว่าจะ นั่งรถไฟ ต่อรถบัส ไปเที่ยวหมู่บ้านแห่งสายน้ำที่นอกเมืองหลวงแทน


เดินกลับถึงโฮสเทลแล้วตกใจมาก ไม่มีใครอยู่ในห้องขนาด 10 เตียงนี้ มีแต่เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า กระจุยกระจายเต็มพื้นไปหมด ไม่สมราคาเตียงละ 3200 ซักนิด มารู้ตอนดึกว่าเป็นฝีมือของเด็กสาวไฮสคูลจากอังกฤษ 9 คน คือแก๊งเดียวครองทั้งห้องเลยค่ะ พริมเป็นส่วนเกินสุดๆ น้องๆกลับเข้ามาแต่งตัวกันเพิ่มเพื่อเตรียมไปผับต่อ ทุกคนมายืนรุมรอบเตียงที่พริมนอนอยู่เพื่อชวนไปเที่ยวด้วยกัน ใจดีมาก แต่พริมไม่ได้ไป เราแนะนำตัวกันนิดหน่อยเลยได้รู้ว่าเด็กๆยังอายุเข้าผับไม่ได้เลย พวกเธอจึงคุยกันว่าจะแต่งหน้าจัดๆ พรางตัว บังเอิญเหลือเกินว่าเด็กนักเรียนแก๊งนี้มาจากเมือง devon ที่อังกฤษ ซึ่งอีก 2 อาทิตย์หลังจากนี้พริมจะแวะไปเช่นกัน





 

GIETHOORN

เช้านี้ตื่นสายได้สบายๆ เพราะหมู่บ้านที่จะไปพริมซื้อทุกการเดินทางในเว็บ discoverholland.com ไว้แล้ว เค้าระบุเวลาไว้ในตั๋วว่าต้องใช้ขึ้นรถไฟหลังเวลา 9 โมงเช้าเท่านั้น เพื่อไม่ให้นักท่องเที่ยวไปปะปนยุ่งเหยิงกับชาวเมืองที่ตื่นไปทำงาน ตั๋วเที่ยวหมู่บ้านใบนี้ใช้ขึ้นรถไฟไปกลับได้เลยค่ะ ใช้นั่งเรือเที่ยวในหมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าเป็นเวนิซแห่งยุโรปเหนือได้ด้วย

รถไฟแล่นผ่านทุ่งดอกมัสตาร์ดสีเหลืองทองสลับกับทุ่งหญ้าเขียวไปอย่างรวดเร็ว คิดว่าอีกไม่นานคงถึง เลยนั่งสบายๆหยิบครัวซองท์ชอคโกแลตที่แวะซื้อในอัมสเตอร์ดัมเมื่อเช้ามากิน ร้านนี้เค้าว่าเฟรนช์ฟรายอร่อยมาก มีเพื่อนบอกมาอีกทีว่าให้ไปกิน แต่สงสัยจะเช้าไปหน่อย เลยได้มาแค่เบเกอรี่ ซึ่งก็อร่อยมาก

รถไฟหยุดลงที่เมืองอะไรก็ไม่รู้หลังวิ่งมาเป็นชั่วโมง พร้อมเสียงประกาศให้ทุกคนลงจากรถไฟ ไปต่อไม่ได้แล้วเพราะทางข้างหน้ามีปัญหา ให้ไปขึ้นรถบัสสายต่างๆที่มารอรับส่งผู้โดยสารเป็นกรณีพิเศษนี้แทน พริมดูไม่มีดวงกับรถไฟเนเธอร์แลนด์เลย โดนไล่ลงตลอด นั่งรถบัสต่อมาอีกชั่วโมง และก็ต้องเดินต่ออีกนิดถึงจะถึง หมู่บ้านกีธอร์น Giethoorn หมู่บ้านที่ได้ชื่อว่าเวนิซแห่งยุโรปเหนือ ถ้าเวนิซของจริงคือคลองที่คั่นระหว่างตึกสีสันต่างๆ เวนิซฉบับกีธอร์นก็เต็มไปด้วยคลองที่ตัดระหว่างบ้านสวน กีธอร์นไม่มีถนน ผู้คนจึงไม่ต้องมีรถ แต่ต้องมีเรือ

พริมเดินเลียบคลองต่อมาเรื่อยๆในร่มเงาของต้นไม้ เริ่มรู้สึกเหมือนหลุดไปอีกโลก กีธอร์นเหมือนหมู่บ้านในนิทานมากกว่าจะเป็นของจริง ใบไม้เป็นสีเขียวอ่อนสบายตา ขึ้นเป็นพุ่ม เป็นต้นจนครึ้ม มีดอกไม้หลากสีขึ้นแซมสมเป็นฤดูร้อน ดอกไฮเดรนเยนช่อใหญ่ๆ เต็มเลย

มีบ้านนึงฟูไปด้วยใบไม้ทั้งหลัง น่ารักมาก เห็นแล้วอยากอยู่ เสียอย่างเดียว รู้สึกกดดันเวลาเห็นเพื่อนบ้านทุกหลังแข่งกันจัดสวนตลอดเวลา

บ้านแต่ละหลังถูกคั่นด้วยคลอง คลองๆๆ มองทางไหนก็คลอง น้ำไม่ได้ใส แต่เป็นสีเข้มๆ ทำให้สะท้อนสีสันต่างๆจากบนฝั่งลงมาในน้ำได้หมด มีสะพานไม้โค้งสูงข้ามคลองเพื่อเชื่อมบ้านแต่ละหลังเข้าด้วยกัน บางหลังยังคงเป็นบ้านส่วนตัว แต่เอาโต๊ะมาตั้งข้างหน้าขายของวินเทจ เครื่องแก้ว เครื่องเงิน บางหลังปรับเป็นร้านอาหาร ร้านไอติม

พริมขึ้นไปยืนเหนือคลอง รอถ่ายรูปเรือที่แล่นผ่าน ในเฟรมเดียวเก็บได้ทั้งคลอง เรือ สวนดอกไม้ และบ้านเรือน วิวสวยมาก มันดูกระจุ๋มกระจิ๋มไปหมด (ไม่เคยใช้คำนี้เรียกอะไรเลย แต่ที่นี่มันใช่มากค่ะ)

เรือลำเล็กๆแล่นผ่านตาไปเรื่อยๆ เรือคู่รักดูโล่งๆ เรือครอบครัวมีเด็กๆถือกระชอนเหมือนอยากจับปลา บางลำเปิดเพลง จิบไวน์ ใส่ชุดว่ายน้ำนอนอาบแดดกับเพื่อนกันสนุกสนาน

ที่นี่มีร้านให้นักท่องเที่ยวเช่าเรือขับกันได้เองเลย เจ้าของจะมาสอนวิธีขับเบื้องต้น แจกแผนที่ แล้วก็ปล่อยฟรี ตามทางแยกเลยมักมีเรือมือใหม่เลี้ยวชนกันบ่อยๆ

ถ่ายรูปจนหนำใจจึงกลับไปที่ท่าเรือด้านหน้า ซึ่งเป็นคลองยาวๆตรงเข้าสู่หมู่บ้าน เนื่องจากตั๋วเที่ยวกีธอร์นที่พริมซื้อมาสามารถใช้ขึ้นเรือเที่ยวได้ เห็นว่ายังไงจะได้นั่งเรืออยู่แล้ว พริมเลยไม่ได้เช่าเรือขับอีก

ระหว่างรอเรือออกเป็นรอบๆ เลยเอาพัฟฟ์ไส้แอปเปิ้ลโรยน้ำตาลที่หน้าตาบี้ๆแบนๆเพราะเผลอนั่งทับออกมากิน เจ้าเป็ดหัวเขียวเดินเข้ามาหา เหมือนรู้ว่าคนนี้มีอาหาร เศษแป้งพัฟฟ์ที่กัดแล้วร่วนร่วงลงพื้นกลายเป็นอาหารให้น้องเป็ดตามจิกกิน

เรือที่ได้นั่งไม่ใช่ลำเล็กๆแบบที่เห็นค่ะ เป็นเรือไม้ขนาดใหญ่ที่ภายในมีชุดโต๊ะเก้าอี้เรียงไป 2 ฝั่ง พริมลงเรือมาเป็นคนสุดท้ายเพราะเค้าตามหาคนที่มาคนเดียวพอดี มองไปสุดเรือเห็นผู้หญิงเอเชียวัยพอกันยกมือเหมือนเรียกให้ไปนั่งด้วยกัน เพราะเค้าก็มาคนเดียว พริมเลยรีบตรงไปหาทันที

เป็นครั้งแรกที่เห็นสาวจีนแล้วคิดว่าเป็นคนเกาหลี ด้วยสไตล์การแต่งตัว การแต่งหน้า ที่ปกติจะแสดงชัดว่าผู้หญิงคนไหนมาจากเอเชียประเทศอะไร แต่พริมใช้กฏนี้ไม่ได้กับเธอ

เราแนะนำตัวกัน เธอบอกให้เรียกเธอว่า อีเหล่ มาจากเพลงฝรั่งเศส je m'apelle อีเหล่ พริม ไม่เคยได้ยินหรอก แต่เธอุตส่าห์ร้องเพลงประจำตัวออกมากลางเรือเลย เอ้า! อีเหล่ก็อีเหล่

เรือพาแล่นออกไปตามคลองเล็กๆระหว่างบ้านสวนทั้ง 2 ฝั่ง จนออกมาถึงทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ลมพัดแรง มีวัยรุ่นออกมาเล่นเรือใบและยืนพายบอร์ด sup อยู่หลายคน เห็นบ้านเดี่ยวๆแบบลอยกลางน้ำให้คนเช่าด้วยค่ะ

เราคุยกันต่อเมื่อเรือเริ่มล่องไปในทะเลสาบสบายๆ อีเหล่บอกว่ามาแลกเปลี่ยนเรียนดีไซน์ที่ฟลอเรนซ์เทอมนึง เราคุยกันไปเรื่อยๆ เพลินๆ จนครึ่งแรกพริมถึงกับลืมดูวิว ลืมฟังสิ่งที่ไกด์บนเรือเล่าไปเลย เหมือนว่าเราสองคนจะคุยกันง่ายเพราะมีบางอย่างคล้ายกัน ทั้งสาขาที่เรียน ความชอบนู่นนี่ และการชอบเที่ยวคนเดียว จริงๆอีเหล่เคยมาหมู่บ้านกีธอร์นนี่แล้ว แต่ครั้งนั้นมากับเพื่อนแล้ววุ่นวาย รำคาญ ครั้งนี้เธอเลยกลับมาซ้ำที่นี่อีกคนเดียว

จนกระทั่งเรือเลี้ยวโค้งกลับเข้ามาในคลองเล็กๆอีกฝั่ง รอบนี้ข้างทางไม่มีบ้านเรือนและสวนดอกไม้ แต่กลายเป็นทุ่งหญ้าที่เลี้ยงม้า เลี้ยงวัว คนขับเรือบอกว่า

วัวตัวขาวดำพวกนี้ผลิตนมจืด ส่วนวัวน้ำตาลผลิตนมช็อคโกแลต 🤣

ที่ตลกมากกว่าคือตอนพริมกลับมาลองดูผลในกูเกิ้ลเพิ่ม ปรากฏมีข้อมูลว่า คนอเมริกันกว่า 7% คือน่าจะเกิน 16 ล้านคน คิดว่านี่เป็นเรื่องจริงค่ะ

อีเหล่ชวนไปเดินเที่ยวต่อ เธอชอบเที่ยวคนเดียว เลยไม่รู้ว่านี่จะโดนเหมารวมรำคาญด้วยรึเปล่า เราแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตหาซื้อของกินนิดหน่อย พริมได้บิสกิตสเปคคิวโลส speculoos กลับมาทั้งแพคเลยค่ะ ติดใจรสชาติตั้งแต่ตอนมาเนเธอร์แลนด์เมื่อ 5 ปีก่อน มันเป็นบิสกิตกรอบๆที่หอมกลิ่นคาราเมลและกลิ่นเครื่องเทศแบบคุกกี้ขิง

ขากลับยังคงต้องนั่งรถบัสมาต่อรถไฟเหมือนเดิม ใช้ตั๋วใบเดิมนั่นแหละ ชอบมากเลย อยากให้บ้านเราขายตั๋วที่ให้ความสะดวกสบายกับนักท่องเที่ยวแบบนี้บ้าง เราแยกกันที่สถานีรถไฟ แลกไอจีกันเก็บไว้ จนวันนี้ นานๆ ทีก็ยังได้คุยกันอยู่ อีเหล่บอกบ้านเกิดเค้าที่จีนก็สวยคล้ายๆ กีธอร์นนี่แหละ โม้มั้ยไม่รู้ แต่ที่แน่ๆบ้านเกิดกรุงเทพของพริมไม่มีความใกล้เคียงกีธอร์นซักนิดเลย

พรุ่งนี้เช้าต้องบินต่อไปบาร์เซโลน่าแล้วค่ะ จุดหมายที่แท้จริงของทริป

ได้แต่หวังว่ารถไฟจะไม่พาพริมพังอีก

 


ลองคลิกที่รูปเพื่ออ่านวิธีหาตั๋วถูกไปเที่ยวยุโรปดูนะคะ

เผื่อไปยุโรปครั้งหน้า จะได้แวะเที่ยวรูทนี้ในเนเธอร์แลนด์ได้ฟรีเหมือนกัน





Comments