ICELAND : ใบไม้เปลี่ยนสีบนแดนน้ำแข็ง


ไอซแลนด์ฉบับนี้ประหยัดทั้งเวลาและราคา ไปแค่ 4-5 วันกับ 13 ที่เที่ยวในงบรวมแค่ 4 หมื่นบาท

ที่ให้เวลาไอซแลนด์แค่ 5 วัน เพราะสมัยนั้นทำงานประจำเพิ่งพ้นโปร พ้นแล้วก็โบยบินเลยค่ะ

ปลายเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่ไอซแลนด์มีสีสันทั้งกลางวันกลางคืน ภูเขากำลังเปลี่ยนสี รุ้งกินน้ำโผล่มาบ่อยๆ และยังมีแสงเหนือให้ล่าอีก

ถ้าไม่หลับใหลจนลืมตื่นแบบพริมไปซะก่อน ก็คงได้รูปมา ทั้งๆที่เป็นช่วงปีที่ค่า kp ในการดูแสงเหนือพุ่งแรงที่สุดในรอบ 14 ปีแท้ๆ

ประเทศไหนมีภูเขาไฟพริมก็เชื่อว่าสวยอยู่แล้ว แต่ไอซแลนด์เล่นมีธารน้ำแข็งซ้อนบนภูเขาไฟเลย

ประเทศนี้ตั้งอยู่บนรอยต่อของ 2 แผ่นเปลือกโลก เราสามารถเห็นรอยแยกระหว่างแผ่นทั้งจากบนบกและร่องใต้น้ำเลย โดยการเคลื่อนตัวแยกจากกันปีละ 2 เซนครึ่งของแผ่นเปลือกโลกเพราะแมกมาด้านล่างได้ทำให้เกิดภูเขาไฟระเบิดหลายครั้ง และยังมีที่เร็วๆนี้ตามสถิติน่าจะกำลังเกิดขึ้นอีก จริงๆตัวประเทศเองก็น่าจะเกิดจากลาวาที่แทรกตัวขึ้นมาระหว่างแผ่นเปลือกโลกใต้มหาสมุทร พุ่งขึ้นมาแล้วทับถมกันจนเป็นไอซแลนด์

Hraunsfjarðarvatn : ทุ่งลาวาและภูเขาแต้มแดง

  1. Kirkjufell : ภูเขาที่ฮิตที่สุดในไอซแลนด์

  2. Grundarfjörður : เมืองประมงที่นั่งเรือไปดูออก้าได้

  3. Seljalandsfoss : น้ำตกที่เดินอ้อมไปหลังม่านน้ำ

  4. Eyjafjallajökull : ภูเขาไฟที่เพิ่งระเบิดไปเมื่อปี 2019

  5. Skogafoss : น้ำตกยักษ์ที่ดูทรงพลัง

  6. Foss á Siðu : น้ำตกเส้นเล็กที่ขนานไปกับถนน

  7. Reynisfjara beach : หาดทรายสีดำ และวิวจากข้างบน

  8. Reynisfjall : ภูเขารวงผึ้ง

  9. Myrdalsjökul : ธารน้ำแข็งบนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น

  10. Vatnajokull & Jökulsárlón : ทะเลสาบที่มีก้อนน้ำแข็งหลุดลอยออกทะเล

  11. Blue Lagoon : สปาสีฟ้าน้ำนมจากโรงงานไฟฟ้า

  12. Hallgrimskirkja : โบสถ์สวยๆในเมืองหลวง

ใครอ่านออกแค่ Blue Lagoon ไม่ต้องตกใจนะคะ มันมึนจริงๆ

หลังจากเมื่อยขบอยู่บนเครื่องบินมากว่า 12 ชั่วโมงเพราะบินรวดเดียว พริมก็มาถึงนอร์เวย์ในตอนเย็น เลยเข้าโรงแรมติดสนามบินเลย เพราะพรุ่งนี้เช้าจะต่อเครื่องไปไอซแลนด์ ส่วนนอร์เวย์ค่อยกลับมาเที่ยวต่อทีหลัง


 

October 19, 2015 Grundarfjorður



ต้นไม้สีเหลืองส้มช่วยให้ไอซแลนด์ในเช้านี้ดูสว่างสดใส แม้ท้องฟ้าจะหม่นด้วยเมฆฝนไปหน่อย พริมตรงไปรับรถเช่านอกสนามบินก่อน เพราะบริษัทข้างนอกถูกกว่าในสนามบินมาก

พริมขับรถขึ้นไปเที่ยวทางเหนือก่อน ด้านขวาเป็นภูเขาสูงใหญ่ไล่สีเขียวเหลืองส้มตามฤดูกาลที่กำลังเปลี่ยน ในขณะที่ด้านซ้ายเป็นทะเลสีเทาๆ ด้วยม่านฝนบางๆที่ตกมาบัง

ตลอดเส้นทางมีป้ายปักจุดชมวิวให้แวะถ่ายรูปเยอะมาก แต่ต้องรีบทำเวลาเลยไม่ได้แวะจุดไหนเลย ได้แต่ถ่ายผ่านกระจกรถ เห็นฝูงวัว ฝูงม้า ฝูงห่าน กระจายอยู่ตามทุ่งหญ้า




Hraunsfjarðarvatn

แต่แล้วแดดก็กลับมา พารุ้งกินน้ำมาด้วย วิวหน้ารุ้งนี่สวยจริงๆ พริมไม่รู้ว่านี่คือที่ไหนแต่ก็รีบเบี่ยงรถเข้าจอดทันที รอบๆทะเลสาบมีภูเขาตั้งอยู่หลายลูก มีสีแดงชมพูแต้มอยู่ รูปทรงกรวยคล้ายจะเป็นภูเขาไฟ ไม่รู้ว่าใช่มั้ย แต่ก็เห็นมีทุ่งลาวาสลับไปกับทุ่งหญ้าแห้งหลากสี

สวยจนกลับมาต้องย้อนหาชื่อสถานที่ด้วยการเปิดแผนที่ไล่ดู พบว่ามันคือ Hraunsfjarðarvatn ฮโรนคำหน้าหมายถึงทุ่งลาวา อ่านได้แค่นี้ค่ะ คำไอซแลนด์ปวดหัวจริงๆ



Kirkjufell

ในที่สุดก็ขึ้นมาถึงคาบสมุทรสไนเฟลเนส Snæfellsnes ทางซ้ายบนของประเทศ ที่ยอมขับขึ้นมา 3 ชั่วโมงแล้วพรุ่งนี้ต้องขับลงไปอีก 3 ชั่วโมงก็เพื่อภูเขาลูกเดียวเลย ภูเขาที่คนไม่เคยไปก็น่าจะคุ้นตาอยู่ดี เพราะเป็นหน้าปกของรีวิวไอซแลนด์หลายๆตัว เพราะเป็นภูเขาทรงสมมาตรที่แยกตัวยื่นไปในวงล้อมของทะเล

รูปทรงสมมาตรเป็นยอดแหลมคล้ายหลังคาโบสถ์เลยทำให้ได้ชื่อว่า เคียร์คยูเฟทล์ Kirkjufell มาพร้อมกับน้ำตกเตี้ยๆชื่อเดียวกันแต่มีคำว่า ฟอสส์ foss ต่อท้าย ซึ่งคำนี้หมายถึงน้ำตกค่ะ

คนอื่นอาจสามารถถ่ายรูปเดียวติดทั้ง น้ำตก ธารน้ำ ภูเขาและทะเลเบื้องหลัง คือองศามันเบียดๆกันหน่อย พริมไม่มีเลนส์ไวด์เลยได้มาแค่นี้


ฝนตกลงอีกแล้ว ทำให้อากาศชื้นๆยิ่งเย็นเจี๊ยบ หญ้าแห้งๆยังดูชุ่มฉ่ำ ต้องคอยปัดหยดน้ำออกไปจากตาและหน้าเลนส์ กล้องพริมไม่ได้กันน้ำ แต่อยากได้รูปก็ต้องเสี่ยงเอา จนกระทั่งฝนหยุด ก็มีแพหมอกสีฟ้าๆเข้ามาแทน รอบตัวจึงดูฟุ้งๆ ฝันๆ สวยดี