NAMIBIA : ในพายุทรายใต้ทะเลดาว

Updated: Oct 24, 2019


10 วัน 64000 บาท ลบล้างความคิดว่าแอฟริการ้อนไปหมดสิ้น

กางเตนท์นอนในพายุทรายใต้ทะเลดาวที่หนาว 1 องศา

ชายฝั่งทะเลเหนือจดใต้ไม่ได้เป็นแค่หาดทราย แต่ทั้งหมดคือทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

เที่ยวทะเลทราย ซาฟารีกันทั้งวันทั้งคืน และไปเยี่ยมชนเผ่าที่นับถือวัว

ใครอยากไปนามิเบีย ตามไปอ่านข้อมูลน่ารู้ก่อนไปได้ที่นี่ : NAMIBIA 101 อยากให้รู้ก่อนไปนามิเบีย

ส่วนรีวิวนี้พริมคุยแต่เรื่องที่เที่ยว ขีดเส้นใต้ที่ที่อยากแนะนำมากๆไว้ให้ด้วย

  1. Dune 45, Namib Naukluft : เนินที่ลาดเอียด 45 องศาเมื่อพายุทรายพัดมา

  2. Sossusvlei, Namib Naukluft : เวิ้งสีขาวกลางทะเลทรายกับต้นไม้ที่ยังมีชีวิต

  3. Deadvlei, Namib Naukluft : เวิ้งสีขาวกลางทะเลทรายกับต้นไม้ปีศาจที่ตายมากว่า 900 ปี

  4. Etosha Salt Pan : ทุ่งเกลือขาวๆที่กว้างใหญ่กว่ากรุงเทพถึง 3 เท่า

  5. Etosha National Park : ซาฟารี ส่องแต่สัตว์ทั้งวันทั้งคืน

  6. Camping Life : เรื่องเล่ากับการนอนเตนท์ 1 องศาใต้ทะเลดาว

  7. Himba Tribe : ชนเผ่าที่ต้องทาต้องแดง และผู้หญิงไม่เคยต้องอาบน้ำ

  8. Spitzkoppe : Matterhorn of Namibia

  9. Namib Desert : เรียนรู้การเอาตัวรอดในทะเลทรายที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

  10. Fish Canyon : หุบเขาที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก

  11. Orange River : คายัค 10 กิโลเมตรกับวิวข้างทางที่สวยมาก

  12. Walvis Bay : อ่าววาฬที่เต็มไปด้วยฟลามิงโก

  13. Swakopmund : เมืองริมทะเลน่ารักๆที่คั่นระหว่างทะเลทรายและชายทะเล

  14. Windhoek : เมืองหลวงของนามิเบียที่โยงถึงเกาหลีเหนือ?



เที่ยวนามิเบียต้องผจญพายุทรายตลอดเวลา พริมเลยเอากล้องไป 2 ตัว

  • omd em10 mark3 กะทะรัด ถ่ายสนุกดี เปลี่ยนเป็นเลนส์เทเลก็ใช้ซาฟารีได้สบาย

  • olympus tough tg5 จอมถึก เอาไว้สู้ทรายโดยเฉพาะ




 

Dune, Namib Naukluft


ตอนแรกในหัวมีแต่ deadvlei อยากไปซะจนไม่สนใจจะรู้จักที่อื่นอีกเลย จนได้มาเห็นเนินทรายที่ชัน 45 องศาในตอนที่แสงเช้ายังส่องเป็นสีทอง สวยมาก

เช้าๆทรายยังไม่ร้อน บางคนเลยเดินเท้าเปล่า แต่เราใส่ถุงเท้ารองเท้า ทรายที่เม็ดละเอียดเหมือนแป้งซึมเข้าไปกองเต็มถุงเท้าเลย ยิ่งเดินยิ่งหนัก ฝังลงไปแม้ตามผิวหน้า พริมใช้กล้องติดเลนส์เทเลเดินถ่ายด้านล่างก่อน ถ่ายปุ๊บซ่อนกล้องเข้าไปในเสื้อแจ๊คเก็ทปั๊บ กลัวว่าทรายผงแป้งนี้จะทำกล้องพัง เห็นว่ากล้องเสียเพราะทรายมาหลายคนแล้ว

ตอนที่จะเดินขึ้นเนินเปลี่ยนเอากล้องถึกๆอย่าง olympus tough tg5 ขึ้นไปลุยแทน เวลาเดินต้องก้มหน้าปิดปากให้สนิท เพราะทรายคอยแต่จะตีเข้าหน้า ทะลุผ้าพันคอเข้ามาถึง จมูก ปาก หู ยิ่งเดินขึ้นสูงลมยิ่งแรง แต่ละคนเซๆเหมือนจะโดนลมหอบลงเขาในเร็วๆนี้ เวลายืนนิ่งกับที่ทรายที่พัดมาเรื่อยๆก็จะกลบเท้ามิดในชั่วพริบตา ดูจากกล้อง tg5 ที่ลองวางบนพื้นทรายดูก็ได้ ไม่กี่วินาทีเอง ทดสอบความถึกดูเล่นๆ

เมื่อขึ้นมายืนข้างบน มองออกไปฝั่งตรงข้าม ซักพักพายุทรายก็พัดมา แม้แต่ภูเขาทรายลูกสูงใหญ่ขนาดนี้ยังถูกพายุทรายกลืนจนหายไปกับตาในเสี้ยววินาที แล้วซักพักก็กลับมาใหม่




 


Sossusvlei, Namib Naukluft


ก่อนจะเดินเข้าไปถึง deadvlei มันต้องนั่งรถมาที่ sossusvlei ก่อน แล้วต่อรถของทางอุทยานเข้าไปที่ปากทางเข้าเพื่อเดินต่ออีกที บรรยากาศตอนนี้เหมือนหลุดไปอยู่อีกโลกแล้ว เป็นดาวซักดวงที่ไม่รู้จัก

ทรายอาจจะลอยอยู่ในลมจนภาพมัว แต่เหนือขึ้นไป ฟ้ายังสดใสอยู่


ซอสซัสวเล คำว่า วเล vlei คือ valley เป็นเหมือนแอ่งที่เคยมีน้ำจากภูเขาน้ำไหลเข้ามา แล้ววันนึงทรายพัดมากองเป็นเนินขวางทางน้ำ น้ำจึงหาทางออกไม่ได้ ทำให้เมล็ดพืชที่ไหลมากับน้ำตามมาเติบโตขึ้นที่นี่ หลักฐานที่ค้างอยู่ของน้ำคือผิวหน้าสีขาวที่เป็นโคลนแห้งๆ เมื่อวันนึงที่ลมพัดถ่ายเทจนน้ำแห้งสนิท sossusvlei แห่งนั้นก็จะกลายเป็น deadvlei ที่ซึ่งไม่มีชีวิตใดๆงอกงาม มีแต่ซากต้นไม้ค้างอยู่ แล้ววันนึง deadvlei ก็อาจจะหายไปได้ รวมทั้ง sossusvlei แห่งใหม่ก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน




 

Deadvlei, Namib Naukluft


ใกล้ถึงเหตุผลหลักในการมานามิเบียแล้วค่ะ

หลังจากรถวิ่งเข้ามาส่งที่หน้าทางเข้า ต้องเดินเท้าขึ้นลงเนินต่อไปอีกหลายชั้น

ตอนนี้รู้แล้วว่า แอ่งที่เป็นพื้นสีขาวคือ vlei แน่ๆ แต่ถ้ายังมีต้นไม้ใบเขียวอยู่ นั่นเรียก sosssus แต่ถ้าเหลือแต่ลำต้นแห้งๆไร้ใบ นั่นคือ dead

เมื่อเช้าอากาศหนาวมาก จึงใส่เสื้อซ้อนกัน 5 ชั้น เสื้อว่ายน้ำที่เมื่อคืนประยุกต์ใส่นอนก็ยังอยู่ แต่พอสายๆก็ร้อนจนต้องสะบัดทุกอย่างออกมาถือไว้ จะมีใครบ้าใส่เสื้อว่ายน้ำมาเที่ยวทะเลทรายอีกมั้ยไม่รู้

เดินมาได้ซักโล มองลงไปเบื้องล่างเลยได้เห็นแอ่งสีขาวที่มีต้นไม้ยืนตายอยู่หลายต้น และเหล่าคนตัวเท่ามด ทั้งหมดถูกล้อมไว้ด้วยภูเขาทราย นี่คงถึง deadvlei จริงๆแล้ว 😊

เนื่องจากที่นี่ถูกล้อมไว้ด้วยเนินทรายในทุกทิศ แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมาทำให้เนินทรายแต่ละด้านให้สีต่างกัน แต่หันไปทางไหนก็สวย เวลายกกล้องขึ้นมาแต่ละที หมุนตัวเลือกฝั่งไม่ถูกเลยว่าถ่ายฝั่งไหนก่อนดี มีครั้งนึงที่ใช้เลนส์เทเลซูมถ่ายต้นที่ไกลๆ มองเห็นแต่ไกลว่าลมกำลังหอบฝุ่นสีขาวพัดมาทางนี้ หันหลังหนีแทบไม่ทัน บางครั้งมันก็สลายก่อนวิ่งมาถึง บางครั้งลมก็พัดฝุ่นลอยไปในอากาศ

ต้นไม้ที่ deadvlei ยืนต้นตายมากว่า 900 ปี นานขนาดนี้แต่ยังไม่ไปไหนเพราะอากาศและพื้นดินแห้งมากจนย่อยสลายอะไรไม่ได้ ต้นไม้พวกนี้ก็เปราะบางมากๆ ห้ามจับ ห้ามพิง เพราะสมบัติเกือบพันปีนี้อาจล้มครืนลงมาแค่เพียงใครซักคนอยากได้รูปสวยๆ มีป้ายปักเตือนไว้ด้วยหน้าทางเข้า