top of page

HOKKAIDO : ขาวลายคราม

Updated: Jan 4, 2020



ขับรถเที่ยวฮอกไกโดในหน้าหนาว มีทั้งวันที่ฟ้าใสไร้เมฆและวันที่พายุหิมะโหมหนักจนมองไม่เห็นทาง

ขาวจนคิดว่าถ้าถ่ายมาลงก็คงเหมือนกระดาษเปล่า หลับตาคงมีค่าเท่ากัน ตื่นเต้น


ทริปนี้จัดให้ครอบครัว แต่ละคนชอบคนละแบบ แต่ไหนๆก็เป็นคนวางแผนเองเลยเทไปทางธรรมชาติเต็มๆ สวยกว่าที่คิดทั้งนั้นเลยค่ะ บังเอิญหลงไปเจอแล้วกลายเป็ฯสิ่งที่ดีงามที่สุดในทริปก็มี นอกจากธรรมชาติแล้ว ยังเพิ่มวันเที่ยวเมืองให้พ่อจับโปเกม่อน เพิ่มออนเซ็นให้แม่ แล้วก็เพิ่มเมืองใหญ่ให้น้องชายช้อปปิ้ง รวมๆแล้ว 8 วันเก็บมาได้ 20 ที่

พริมจัดกระเป๋าเดินทางแค่ครึ่งใบ ไปญี่ปุ่นทีไรต้องเผื่ออีกครึ่งใบไว้ขนของกลับอยู่แล้ว หน้าหนาวนี่ใส่เสื้อผ้าซ้ำกันได้หลายวันโดยไม่เหม็น เลยเตรียมเสื้อผ้าไปน้อย ลืมคิดไปว่าอากาศหนาวๆจะได้ไปกินกุ้งปิ้งปูย่างจนตัวเหม็น เสื้อเหม็นตั้งแต่วันแรกได้เหมือนกัน


6-7 ชั่วโมง ไม่ทันหลับก็มาถึงฮอกไกโดแล้ว พริมเลือกที่จะนั่งบัสเข้าเมือง รีบไปต่อแถวโดยไม่ทันเปลี่ยนกางเกงเลย เป็นคนชอบใส่กางเกงผ้านิ่มๆเบาๆขึ้นเครื่อง เลยได้ยืนรอบัสอยู่ 20 นาทีกลามอุณหภูมิติดลบด้วยกางเกงแสนบาง บนรถบัสไม่มีที่นั่งเหลือ คนขับจึงตามมาสอนวิธีเปิดเก้าอี้ลับ ตลอด 1 ชั่วโมงที่นั่งเข้าซัปโปโรจึงกลายเป็นประชากรชั้น 2 ดึงเก้าอี้เสริมมานั่งขวางทางเดินไป ใครจะออกเราก็ต้องลุกพับเก้าอี้เก็บเพื่อหลีกทาง สงสัยคนญี่ปุ่นเองก็ไม่เคยเห็นถึงได้หยิบมือถือขึ้นมาถ่ายรูป


ตามแผนคือเย็นนี้จะตรงเข้าเมืองหลวงไปพักเอาแรงก่อน ปล่อยให้ตัวคุ้นเคยกับอากาศหนาวๆซักคืน แล้วพรุ่งนี้จะเริ่มเช่ารถขับเที่ยว

  1. Biei : Christmas Tree

  2. Biei : Mild Seven Hills

  3. Biei : Ken & Mary Tree

  4. Asahidake Ropeway

  5. Shirahige Waterfall

  6. Shirogane Blue Pond

  7. Sounkyo Ice Waterfall Festival

  8. Kitakitsune Farm

  9. Bihorotoge Pass

  10. Lake Kussharo : Wakoto Peninsula Onsen

  11. Lake Kussharo : Ikenoyu Onsen

  12. Lake Kussharo : Sunayu Onsen

  13. Mount Iō

  14. Tsurui Ito Tancho Crane Sanctuary

  15. Tsuruimidai

  16. Washo Fish Market

  17. Noboribetsu Onsen

  18. Jigokudani Hell Valley

  19. Otaru

  20. Sapporo






 

Biei Trees

บิเอ เป็นเมืองเล็กๆที่วิวสวยอัดแน่น มันเรียบๆ โล่งๆ มีทุ่งหิมมากกว่าความเป็นเมือง เป้าหมายแรกคือการตามไปดูต้นไม้สวย พริมคัดมา 3 ต้นที่เห็นแวบแรกในกูเกิ้ลแมพแล้วถูกชะตา ตอนบอกสมาชิกในรถว่าเราจะไปดูต้นไม้กันนะ เสียง ห๊ะ ลอยกลับมาทันที ไม่ต้องถามมาก ไม่รู้จะอธิบายยังให้คนเข้าใจว่าต้นไม้มันสวยยังไง แต่มั่นใจค่ะว่าพอทุกคนได้เห็นก็จะว่าสวยเอง ชื่นชมคนที่ปั้นต้นไม้พวกนี้ให้โด่งดังมากๆค่ะ เพราะถ้าขับผ่านเฉยๆ คงไม่มีโอกาสเห็นความสวยของมันแน่ๆ


Christmas Tree

  • เรียบง่ายแต่สวยที่สุด ในบรรดาต้นไม้ที่แวะดู ขอเทใจให้ต้นคริสต์มาสต้นนี้อันดับหนึ่งเลยค่ะ ไม่ว่ากล้องที่ใช้จะเป็นยังไง ถ่ายมาเลย ดีทุกมุม



Mild Seven Hills

  • ตอนหาชื่อนี้ในกูเกิ้ลแมพ มันพาไปที่ที่มีต้นไม้สวยอยู่ก็จริง แต่หน้าตาไม่เหมือนในรูปเลย ไม่มีนักท่องเที่ยวซักคนด้วย ต้องขับต่อมาอีกซักพักถึงจะเจอรถจอดอยู่เต็ม เสียดายอยู่อย่างที่มีคนไม่เชื่อฟังกติกาที่ปักไว้ คงเดินลุยหิมะเข้าไปหวังถ่ายต้นไม้ใกล้ๆ กลายเป็นว่าคนที่ตามมาทีหลังจะถ่ายต้นไม้ทีไร ก็ติดรอยทางที่คนนั้นย่ำไว้ทุกที วิวแบบนี้มันสวยตรงความน้อยแต่เนี๊ยบซะด้วยสิ



Ken & Mary Tree

  • ถ้าไป 2 ที่แรกมาก่อน อาจไม่แวะดูต้นนี้ สวยแต่ไม่พิเศษเท่าไหร่




 

Asahidake Ropeway, Daisetzusan National Park

อุทยานไดเซทสึนั้นกว้างใหญ่กินพื้นที่หลายเมือง ด้านบนมียอดเขาสูงอยู่เป็น 10 ยอด หน้าร้อนสามารถเดินเทรคข้ามไปยอดนู้นยอดนี้ได้ค่ะ แต่หน้าหนาวแบบนี้ปิด ถึงเทรคไม่ได้ แต่ก็มีกระเช้าจากสกีรีสอร์ทพาขึ้นไปบนนั้นถึง 2 ฝั่ง คือ Sounkyo ซุนเคียวทางฝั่งตะวันออก และ Asahidake อาซาฮีดาเกะทางฝั่งตะวันตกค่ะ อันแรกนั้นปิดปรับปรุงอยู่พอดี เลยต้องเปลี่ยนมาขึ้นอาซาฮีดาเกะแทน

หิมะตกมาตลอดทาง ถนนสีเทาถูกคลุมใหม่จนขาว รายทางมีสกีรีสอร์ทเปิดอยู่ เห็นนักท่องเที่ยวที่มาพักแถวนี้มีเล่นสโนว์บอร์ดกลับเข้ารีสอร์ทแทนการเดินด้วย

กระเช้าที่พาขึ้นสู่ยอดเขาอาซาฮีนั้นค่อนข้างใหญ่ นอกจากพริมที่ขึ้นไปเพื่อดูวิวแล้ว ที่เหลือก็แต่งตัวกันเต็มยศมาเล่นสกีและสโนว์บอร์ด ต้นสนกระจายอยู่เต็มภูเขาแต่เริ่มเลือนลางเข้าไปทุกทีเมื่อใกล้ถึงยอด ยิ่งสูง หิมะยิ่งสาดกระจายหนักขึ้นเรื่อยๆ จนทุกอย่างกลายเป็นสีขาว

เมื่อกระเช้าจอดสนิท นักกีฬาทั้งหมดก็กรูออกไปอย่างรวดเร็ว พริมอยากถ่ายตอนพวกเค้าถลาลงมาเลยรีบย่ำตามไป แต่เพียงพริบตาคนทั้งฝูงก็หายไปหมด ไม่รู้ว่ากลืนไปกับหิมะหรือแล่นลงเขากันหมดแล้ว ทั้งฟ้าทั้งพื้นเป็นสีเดียวกันจนแยกไม่ออก แล้วหิมะก็สาดใส่หน้าตลอดเวลาจนมองไม่เห็นทาง แก้มถูกหิมะกัดจนแดงก่ำ มือแข็งจนไม่มีแรงกดชัตเตอร์ อยู่ไปก็ไม่เห็นวิวอยู่ดีเลยตัดสินใจว่าจะลงเขาแล้วล่ะ

พอกลับลงมาเลยเห็นว่าทุกคนที่เจอข้างบน สกีลงมานั่งอุ่นๆกันในร้านกาแฟหมดแล้ว


  • กลับถึงโรงแรมคืนนั้นพบว่าแก้มยังไม่หายแดง รู้สึกร้อนไปทั้งหน้าจนอยากเอาหิมะมาโปะ ร้อนจนแผ่ความร้อนไปถึงคนที่นั่งข้างๆได้ด้วย พอไปส่งกระจกดูใกล้ๆถึงพบว่ามันไม่ใช่แก้มแดงชมพูธรรมดา มันเป็นปื้นนูนๆเหมือนลมพิษเลย กูเกิ้ลดูเลยคิดว่าน่าจะคล้ายกับคนที่แพ้ความหนาว ชะล่าใจเองว่าเคยอยู่กับอากาศติดลบบ่อยๆน่าจะไม่เป็นอะไร แต่หนนี้คงเพราะโดนเต็มๆและเปลี่ยนอุณหภูมิเร็วไปหน่อย เลยกินยาแก้แพ้และทายาเย็นๆไป แต่ใจกลับร้อนรนกว่าเดิม สัญญาเลยว่าวันต่อๆไปจะพันผ้าพันคอ ใส่หน้ากาก ให้ปิดแก้ม แบบที่เห็นคนญี่ปุ่นชอบใส่กัน






Shirahige Waterfall

ยังคงอยู่ในเมืองบิเอนะคะ พริมเห็นน้ำตกนี้ครั้งแรกจากไอจีของใครซักคนจำไม่ได้ แคปเก็บไว้เพราะชอบมากเลย ผ่านไปหลายปีตอนเคลียร์รูปในมือถือ ถึงได้เห็นว่าตัวเองมีรูปน้ำตกชิราฮิเกะในหน้าหนาวเก็บไว้เพียบ ถึงเวลามีรูปของตัวเองซะที

แค่ขึ้นไปบนสะพานก็มองเห็นมุมสวยๆของน้ำตกได้แล้ว หิมะตกหนักขึ้นเรื่อยๆทำให้น้ำตกยิ่งขาว และภาพก็ฟุ้งไปหมด




 


Shirogane Blue Pond

บ่อน้ำสีฟ้าแห่งนี้ก็เป็นอีกจุดหมายหลักที่อยากมาเห็นในฮอกไกโด จำได้ว่าเป็นวอลเปเปอร์ที่แถมมากับแมคบุคอยู่รุ่นหนึ่ง สวยมากจริงๆ บ่อน้ำสีฟ้าใสกับต้นไม้สีดำสนิทมีหิมะขาวเกาะด้านบน ลืมคิดไปเลยว่าการที่น้ำยังคงเป็นน้ำสีฟ้าสดแบบในรูป น้ำต้องไม่แข็ง เล่นมาปลายเดือนมกราคมแบบนี้ จบเลย

บ่อน้ำกลายเป็นทุ่งหิมะเพราะแผ่นน้ำเป็นน้ำแข็งแล้วหิมะก้ต้องลงมาทับเป็นทุ่ง

บ่อน้ำชิโรกาเนะอยู่ห่างจากน้ำตกเพียง 5 นาทีขับรถ พริมมาถึงตอนพระอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว สี่โมงครึ่ง บรรยากาศทั้งท้องฟ้าและหิมะเป็นสีน้ำเงินสลัวๆ ยิ่งมืด นักท่องเที่ยวกลับเยอะขึ้นเรื่อยๆ เค้ามาดูไฟกันค่ะ แสงที่ส่องลงมาเปลี่ยนรูปเปลี่ยนเงาไปเรื่อยๆ แต่ส่วนตัวก็ยังเฉยๆอยู่ดี

  • ถ้าครั้งหน้ามีโอกาสจะมาเดือนพฤศจิกายน อยากได้จอคอมที่คุ้นเคยแต่เป็นฝีมือตัวเองบ้าง




 


Sounkyo Ice Waterfall Festival


ทั่วฮอกไกโดมีเทศกาลน้ำแข็งเป็นสิบๆ ที่ใหญ่ๆ ดังๆ ก็มาก แต่เทศกาลน้ำตกกลายเป็นน้ำแข็งแห่งเมืองซุนเคียวเป็นที่เดียวที่พริมอยากมาและตามหามานาน ชอบฟอร์มธรรมชาติของน้ำแข็งมากกว่าพวกรูปปั้นหรือการแกะสลัก


มีเวลาไม่มาก เพราะเดี๋ยวต้องขับรถไปฟาร์มจิ้งจอกให้ทันก่อนปิด งานน้ำแข็งเริ่มเปิดตั้งแต่บ่าย 2 ซึ่งเป็นเวลาที่แดดยังแรงอยู่ ท้องฟ้าปลายเดือนมกราจะเริ่มเข้มขึ้นประมาณ 4 โมงค่ะ ภายนอกงานจึงยังไม่ได้เปิดไฟสีรุ้งๆแบบงานน้ำแข็งที่คุ้นเคย อาจถือว่าโชคดีที่ยังไม่ถึงเวลาเด็ด นักท่องเที่ยวเลยน้อยมากๆ ทั้งงานน่าจะมีไม่ถึง 10 คน กลายเป็นว่าพออยากให้มีคนแพลมๆเข้ามาในรูปบ้างนี่ต้องยืนรอเลย

งานน้ำแข็งซุนเคียวไม่ใหญ่ ประกอบด้วยถ้ำน้ำแข็งที่ภายในเต็มไปด้วยแท่งน้ำแข็งสีฟ้าใสย้อยลงมาจากเพดาน เยอะจนเหมือนเป็นม่านซ้อนๆกันอยู่ จะว่าเป็นแผงน้ำตกที่แข็งแบบช่ืองานก็คงได้ มองขึ้นไปก็เสียวมันตกเสียบหน้า ถึงข้างนอกจะยังไม่เปิดไฟ แต่ภายในถ้ำมีไฟสีหวานๆเปิดสะท้อนให้น้ำแข็งสวยดี เดินดูได้เพลินๆ ยิ่งคนน้อยแบบนี้ 30 นาทีก็จบสบายๆ





 

Kitakitsune Farm

ตอนออกจากงานน้ำแข็ง คนเพิ่งทยอยเข้างานกันเอง เราต้องรีบบึ่งรถไปฟาร์มจิ้งจอกที่อยู่ห่างไปเป็นชั่วโมง ต้องให้ทันก่อนมันปิดตอน 4 โมงเย็นด้วยค่ะ กูเกิ้ลแมพพาเราไปสุดอยู่ที่แม่น้ำ แต่จริงๆแล้วจะไปฟาร์มก็ต้องข้ามแม่น้ำไป กองหิมะสูงๆบังจนไม่เห็นทางเลย ดีว่ามีคนขับรถยักษ์มาโกยหิมะออกพอดี จึงตามเค้าออกไป แล้วก็เห็นป้ายรูปจิ้งจอกชี้บอกทางข้ามแม่น้ำอยู่

ที่ฟาร์มมีรถบัสจอดอยู่หลายคัน นักท่องเที่ยวจีนทั้งนั้นเลย พริมไปถึงก่อนเวลาปิด 10 นาที คนทั้งหมดเลยเดินสวนออกมาแล้ว ลองไปเขย่าๆประตูเผื่อจะยังเข้าไปได้อยู่ ที่แท้เค้าแค่ล็อคเพราะคนขายบัตรเดินไปขายไอติมอยู่ นึกว่าจะอดซะแล้ว โชคดีในโชคดีที่มาตอนเวลาปิดแต่เค้ายังยอมให้เข้า มารู้ทีหลังว่ามีทัวร์จีนอีกคันบอกไว้ว่าจะมาแต่เหมือนจะมาสาย เค้าเลยยังเปิดรออยู่ งานน้ำแข็งก็ไปก่อนชาวบ้าน พอจิ้งจอกก็มาหลังชาวบ้าน นี่เลยเป็นเหตุผลที่ถ่ายอะไรมาก็ดูโล่ง

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จก็เค้าก็ปล่อยให้เดินผ่านประตูเข้ามาเองจนถึงกรง ไม่มีเจ้าหน้าที่และนักท่องเที่ยวอื่นๆเลย เริ่มลังเลว่าเราสามารถเปิดประตูรั้วที่กั้นจิ้งจอกไว้แล้วเดินเข้าไปเองได้จริงๆหรอ จดจ้องๆอยู่นานเพราะว่ากลัวโดนจิ้งจอกกิน สุดท้ายก็เปิดเข้าไปแต่ก็ยืนอยู่ติดรั้วไม่ยอมไปไหน ส่วนสมาชิกคนอื่นๆก็ยังไม่มีใครยอมตามเข้ามาซักที ต้องหันไปเรียก เรียกทีนึงก็ยอมเข้ามาคนนึง ที่เหลือก็ยืนเกาะกรงกันอยู่ ต้องเรียกทีละคนๆ ตลกดี เหลือแม่คนสุดท้ายที่เกาะกรงไม่เข้าซักที เลยต้องช่วยกันเรียกให้เข้ามา

จิ้งจอกตัวส้มดูชินกับนักท่องเที่ยวดีถึงไม่ได้วิ่งหนีไปไหน แต่มันก็คงมีคอมฟอร์ทโซนของมัน เพราะถ้าใกล้ไป มันก็จะเดินห่างไปเอง เราสามารถเดินตามดูพวกมันและถ่ายรูปได้อย่างอิสระ แต่ห้ามวิ่ง ห้ามจับ ห้ามให้อาหาร มีจิ้งจอกนั่งหัวสูงอยู่บนหลังคา วิ่งไล่กัน มุดท่อเล่น และตะกุยๆๆหิมะ แต่มีตัวนึงตลกดี มันทำแมลงตกใกล้ๆเรา เลยได้แต่ยืนยึกๆยักๆ เดี๋ยวก้าวเดี๋ยวถอย อยากมากินแมลงที่ทำหล่นไว้แต่ให้เข้าใกล้เราก็ไม่กล้า สุดท้าย ความอยากกินย่อมชนะความกลัว! แล้วทัวร์ที่มาสายก็มาถึง คนหลายสิบกรูกันเข้ามาในกรง นั่นเลยเป็นเวลากลับของเราพอดี

  • ออกมาว่าจะไปซื้อแอปเปิ้ลกิน แต่ไกด์จีนที่ปล่อยลูกทัวร์เข้าไปเดินเล่นรีบเข้ามาบอกว่า เค้าเหมาหมดทุกๆลังให้ลูกทัวร์แล้ว ก็เลยจะไปซื้อไอติมกินแทน ในตู้น่าจะมีเกิน 30 ถ้วย กำลังจะสั่ง ไกด์จีนคนเดิมก็รีบเข้ามาบอกว่า ไม่ได้ๆ เค้าเหมาทั้งตู้ไว้ให้ลูกทัวร์เค้าแล้ว อดทุกอย่าง!




 


Bihorotoge Pass, Akan National Park

เพราะเมื่อคืนอากาศคงชื้นมาก นี่จึงเป็นเช้าที่สวยที่สุดในทริปเลย นอกจากท้องฟ้าจะเป็นสีฟ้าครามสะอาดตาไร้เมฆ ต้นไม้ทุกต้นที่ขับผ่านล้วนเป็นสีขาว น้ำค้างแข็งจับกิ่งก้านเป็นผลึกแวววาว เป้าหมายวันนี้คือไปเที่ยวทะเลสาบ ซึ่งต้องขับรถข้ามภูเขาไปก่อนตามเส้นทางที่ชื่อว่าบิโฮโร

ยิ่งขับขึ้นสูง โลกข้างบนนี้ก็เหลือแค่สีขาวน้ำเงิน

วิวสวยจนรู้สึกว่าควรต้องหยุดรถ แล้วบนยอดสุดก็มีลานจอดรถให้แวะถ่ายรูปจริงๆ ช่วงสายๆแบบนี้อบอุ่นขึ้นมาหน่อยแล้ว อยู่ที่ -14 องศา แต่ความรู้สึกจริงคือหนาวกว่านั้นมากๆ วันไหนที่ฟ้าสีเทาๆ หิมะตก ความหนาวจะไม่รุนแรง แต่ถ้าเป็นวันที่ฟ้าสดใสแดดออกแรงแบบนี้เมื่อไหร่ หนาวทรมานทุกที และยิ่งอยู่บนยอดเขา ลมก็ยิ่งแรง

ห่อตัวจนหนาให้เหลือแต่ตาแล้วก็เดินขึ้นไปอีกนิด ใบไม้ใบหญ้าระหว่างทางเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง แดดส่องพื้นจนเป็นประกายระยิบระยับ สวยมากๆ


บิโฮโรโทเกะ หรือเส้นทางขับรถบิโฮโร (โทเกะน่าจะหมายถึงเส้นทางขับรถบนเขา) เป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติอะคัง Akan เช่นเดียวกับทะเลสาคุชชาโร Kussharo ที่เรากำลังจะไปค่ะ มองจากบนนี้เห็นวิวทะเลสาบชัดเลย ขับลงไปแป๊บเดียวน่าจะถึง มันสามารถเดินสูงขึ้นไปจากจุดที่ถ่ายรูปได้อีก แต่ลมหนาวตีจนมือชาไปหมดแล้ว ปกติพริมใส่ถุงมือข้างเดียวจะได้จับกล้องถ่ายสะดวกๆ ซึ่งมือข้างที่ใช้ถ่ายรูปชาจนคิดว่าถึงเดินขึ้นสูงกว่านี้ก็ถ่ายอะไรไม่ไหว เราขับรถลงไปเที่ยวทะเลสาบต่อดีกว่า




 


Lake Kussharo, Akan National Park

เห็นทะเลสาบคุชชาโรจากมุมสูงมาแล้ว ขับลงไปเที่ยวเลยดีกว่า ทะเลสาบแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นลอคเนสส์แห่งญี่ปุ่น เพราะเคยมีรายงานหลายครั้งว่าพบสัตว์ประหลาดในน้ำเหมือนเนสซี่ Nessie of Loch Ness ในสกอตแลนด์ สัตว์ประหลาดที่หลายคนว่าพบในคุชชาโรเลยได้ชื่อว่าคุชชี่ Kusshie of Kussharo น่าเอ็นดู พอได้รู้เรื่องนี้ในหัวก็มีภาพการ์ตูนโดเรม่อนตอนโนบิตะเลี้ยงไดโนเสาร์พีสุเกะทันที

เมื่อถึงเวลาที่หนาวมากๆจนผิวน้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง หิมะจะตกมาทับจนทะเลสาบกลายเป็นสีขาว และคุชชาโรจะกลายเป็นทะเลสาบน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นทันที หงส์ฝูงใหญ่จะอพยพหนีหนาวจากขั้วโลกมาอาศัยหากินแถวนี้ เป็นเหมือนออนเซ็นสำหรับพวกมันเลย แต่พริมไม่แน่ใจว่าตำแหน่งไหนของทะเลสาบที่หงส์มาชุมนุมกันเยอะๆ พอลงจากเขาเลยขับวนไปรอบทะเลสาบ ได้จุดเที่ยวสวยๆมา 3 ที่


Lake Kussharo : Wakoto Peninsula Onsen

  • เหมือนจะเห็นป้ายบอกทางแขวนอยู่บนหัวเลยลองขับเข้าไปดู มีรถคนญี่ปุ่นจอดรอแล้ว 2 คัน วัยรุ่นที่เอาโดรนมาบิน กับคุณป้าที่แบกเลนส์ขาวท่อนโตมาตามถ่ายนก เนื่องจากบริเวณนี้เป็นคาบสมุทรเล็กๆที่ยื่นออกไปในทะเลสาบ เวิ้งน้ำจึงมี 2 ฝั่ง ด้านนึงเป็นปลายทางของบ่อน้ำร้อน มีหมอกลอยกรุ่นเหนือผิวน้ำที่นิ่งใสเป็นกระจก กระจกบานนี้สะท้อนภาพภูเขาที่เต็มไปด้วยหิมะได้คมชัด สวยมากเลย ทางเดินรอบเวิ้งน้ำเป็นหิมะขาวฟู ยังไม่มีคนย่ำไปที่ชายน้ำเลย ส่วนอีกฟากดูกว้างขวางกว่า มีหงส์ลอยนิ่งๆอยู่ 4 ตัว ตอนแรกพริมเข้าใจว่านี่แหละคือทะเลสาบที่ทุกคนมาดูหงส์กัน ได้แต่คิดว่าคงโชคไม่ดีเองที่เจอหงส์แค่นี้แถมอยู่ไกลเหลือเกิน คนอื่นมาเค้าเจอทีเป็นร้อยอยู่ริมฝั่ง




Lake Kussharo : Ikenoyu Onsen

  • มีทางแยกเข้าใกล้น้ำทีไรเป็นต้องเลี้ยวเข้ามาดูทุกที สวยมาก สวยขนาดนี้ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีนักท่องเที่ยวซักคน ตอนที่แวะไม่รู้หรอกค่ะว่าสถานที่นี้ชื่ออะไร กลับมาจึงต้องเปิดแมพไล่ดูเส้นทางขับรถของตัวเองว่ามันคือจุดไหนแน่ แล้วชื่อยังเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ต้องตามไปถอดมาเองอีก แต่สวยน่าลงทุน ตอนที่จอดรถอยู่หน้าบ่อน้ำร้อน หมอกลอยบางๆขวางวิวตรงหน้า แต่พอเดินมาจนถึงทะเลสาบก็หลงรักที่นี่ทันที

  • คำแรกที่ผ่านเข้ามาในหัวคือนิวซีแลนด์ ภาพทุกอย่างเห็นเป็น 2 ชั้นเพราะทะเลสาบสีเข้มที่เรียบสนิทสะท้อนเงาของภูเขาหิมะและท้องฟ้าลงมาหมด ต้นกกแห้งๆที่ขึ้นริมฝั่งเป็นสีเหลืองอ่อน ริมฝั่งที่เป็นโขดหินมีน้ำแข็งแท่งใสห้อยย้อยลงมาระผิวน้ำ บรรยายมากกว่านี้ไม่ถูกแล้วค่ะ

ชอบที่นี่มากที่สุดในทริปฮอกไกโด